Untitled Document
  การนับถือศาสนา  
 

      ประชาชนในจังหวัดระยอง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ ๙๘.๘๘ นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือ ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ตามลำดับ มีรายละเอียดตามตาราง ดังนี้

 
     
 
ตารางแสดงจำนวนวัด ที่พักสงฆ์ มัสยิด พระภิกษุ สามเณร แยกรายอำเภอ
 
     
 

อำเภอ/

จำนวน

กิ่งอำเภอ

วัด

ที่พักสงฆ์

โบสถ์คริสต์

มัสยิด

พระภิกษุ

สามเณร

เมืองระยอง

๕๗

๕๕๖

๑๘๙

แกลง

๗๖

-

-

๙๕๘

๙๒

บ้านค่าย

๓๘

-

๔๕๗

๔๔

ปลวกแดง

๒๒

-

-

๑๕๗

๑๕

บ้านฉาง

๑๓

-

๑๙๘

๑๐๗

วังจันทร์

๑๕

-

๑๐๒

กิ่งอ.เขาชะเมา

๑๔

-

-

๑๖๘

กิ่งอ.นิคมพัฒนา

๑๕

-

-

๑๔๗

รวม

๒๕๐

๓๕

๒,๗๔๓

๔๖๑

 
     
  พิธีกรรม  
       จากการที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จึงมีพิธีกรรมทางศาสนา และประเพณีจะ คล้ายคลึงกันกับชาวพุทธในจังหวัดอื่น ๆ วัฒนธรรมท้องถิ่นยังคงมีอยู่ แต่ชาวพื้นเมืองยังมีการพูดสำเนียงภาษาท้องถิ่นและมีการละเล่นที่เป็นพื้นเมืองเดิม คือ หนังใหญ่วัดบ้านดอน และเพลงอ้ายเป๋ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเขากระโดน  
  ความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา
              ศาสนาและความเชื่อเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับสังคมหรือชุมชนมนุษยชาติมาตั้งแต่สมัยโบราณเนื่องจาก เป็นเครื่องบำรุงเลี้ยงสร้างขวัญและกำลังใจของมนุษย์ให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคหรือภยันตรายอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง
ตลอดจนภัย และปรากฏการณ์ธรรมชาติ ในสังคมหนึ่ง ๆ ย่อมยอมรับนับถือในความเชื่อลัทธิ และศาสนาที่เหมือนกัน
เพราะมีแนวความคิด กฏระเบียบ และหลักเกณฑ์ศีลธรรม จรรยา ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดให้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและเป็นสุข
 

 

ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ

             ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำ ของชาวปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย มีการทอดผ้าป่าในเวลากลางวัน และลอยกระทงในเวลากลางคืนของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1
             ประเพณีทอดผ้าป่ากลางน้ำสันนิษฐานว่าสืบทอดกันมาประมาณ 100 ปีเศษ การทอดผ้าป่ากลางน้ำในอดีต เป็นไปตามวิถีชีวิตของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ติดกับแหล่งน้ำอันได้แก่แม่น้ำประแสร์ ที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาชะเมา แล้วไหลลงสู่ทะเลที่ปากน้ำประแสร์ ประชาชนจึงมีอาชีพและผูกพันกับลำน้ำในการประกอบอาชีพ อันได้แก่อาชีพประมง เมื่อเทศกาลวันเพ็ญกลางเดือน 12 ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ประชาชนหยุดพักการทำงานแล้วร่วมทำบุญตักบาตร การทอดผ้าป่ากลางน้ำประชาชนจะนำพุ่มผ้าป่าไปปักไว้กลางแม่น้ำประแสร์ โดยพุ่มผ้าป่าจะใช้กิ่งไม้จากต้นฝาด ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าชายเลนทั่วไป ประดับตกแต่งพุ่มผ้าป่าให้สวยงาม จากนั้นไปจึงนิมนต์
พระสงฆ์ลงเรือชักพุ่มผ้าป่าตามพิธีกรรมในทางพุทธศาสนา ประชาชนที่ร่วมประกอบพิธีจะพายหรือแจวเรือของตนเองเข้าร่วมพิธีกันที่กลางลำน้ำนั้น ในปัจจุบันจะมีการจัดพุ่มผ้าป่าไว้ที่ริมท่าหรือ
ริมคลองใกล้บ้านแล้วนิมนต์พระมาชักพุ่มผ้าป่าด้วยหลังจากพิธีทอดผ้าป่าในเรือกลางน้ำเสร็จแล้ว
ประชาชนจะร่วมกิจกรรมสนุกสนานรื่นเริง โดยการละเล่น อันได้แก่การแข่งขันเรือพาย การแสดง
นาฎดนตรี การประกวดเทพี เป็นต้น
 

 

ประเพณีห่มผ้าเจดีย์กลางน้ำ

            จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ณ วัดปากน้ำอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยมีกิจกรรมที่สำคัญคือการห่มผ้าพระเจดีย์กลางน้ำ การแข่งขันเรือยาว การลอยกระทง และการแสดงมหรสพต่าง ๆ
            เจดีย์กลางน้ำเก่าแก่ เป็นเจดีย์ทรงระฆัง สูงประมาณ 10 เมตร ประดิษฐานอยู่ที่เกาะกลางแม่น้ำระยอง มีน้ำล้อมลอบ ประกอบด้วยป่าชานเลนที่ยาวไกลไปตามชายแม่น้ำ มีถนนถึงสะพานไม้ลูกระนาด ข้ามไปสู้เจดีย์ สถานที่บริเวณบริเวณเจดีย์ร่มรื่นมีผู้คนเข้าไปพักผ่อนและเยี่ยมชมอยู่เป็นประจำปัจจุบันอยู่ในความดูแลของวัดปากน้ำ และเทศบาลนครระยอง

ประวัติความเป็นมา
            พระยาศรีสมุทรโภคชัยชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เจ้าเมืองระยอง ให้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ ปี พ.ศ.2416 เนื่องจากเห็นว่าข้าราชการหัวเมืองที่เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพฯ ได้ใช้พระเจดีย์กลางน้ำที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นจุดสังเกตว่าใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้ว จะได้เตรียมข้าวของและเครื่องแต่งตัวให้เรียบร้อยจึงนำแบบอย่างมาสร้างเจดีย์กลางน้ำที่ระยองบ้าง เมื่อครั้งที่ชาวระยองยังทางน้ำเป็นเส้นทางคมนาคมเป็นหลัก พระเจดีย์กลางน้ำของชาวเรือทุกลำ เพราะเมื่อเดินเรือมาถึงบริเวณนี้ก็ถือว่าได้เดินทางมาถึงเมืองระยองอย่างปลอดภัยแล้ว ในปี พ.ศ.2517 ได้มีการบูรณพระเจดีย์ขึ้นใหม่

 


 

การไหว้แม่ย่านาง

              จังหวัดระยองมีอาณาเขตส่วนหนึ่งติดกับทะเล อาชีพประมงจึงเป็นอาชีพที่สำคัญของชาวระยองอย่างหนึ่ง
มีผู้ประกอบอาชีพประมงเป็นจำนวนมาก แม้ว่าสภาพสังคมระยองในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมเกษตรเป็น
สังคมอุตสาหกรรม แต่ความเชื่อเกี่ยวกับแม่ย่านาง ชาวประมง
ยังยึดมั่นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเหนียวแน่น เพราะแม่ย่านางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตประจำเรือ
             คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ดูจะเป็นคำพังเพยที่คุ้นหูของคนไทยที่เตือนสติให้คนอย่าประมาท สิ่งทีเห็นอยู่อาจมีภัยที่ไม่คาดคิดได้ ทำให้คิดว่าคนโบราณมองทะเลว่าเต็มไปด้วยอันตรายลี้ลับ อาจมีภัยถึงกับชีวิต หรือต้องผจญภัยกับคลื่นลมพายุที่อาจเกิดขึ้น เรืออับปางสำหรับคนออกทะเล ขวัญและกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งที่จะทำให้เกิดขวัญและกำลังใจได้อย่างหนึ่งก็คือความเชื่อ ชาวประมงเชื่อว่าแม่ย่างนางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเรือ ที่ทุกคนจะต้องเคารพ จะต้องช่วยให้ทุกคนปลอดภัย และให้เกิดโชคลาภแก่ตน การปฏิบัติเกี่ยวกับความเชื่อใด ๆ ที่จะทำให้แม่ย่านางพอใจชาวประมงก็จะปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่นไม่ทะเลาะกันขณะอยู่ในเรือ ไม่ทำเรือสกปรก ไม่ดื่มสุราก่อนออกเรือ ไม่เหยียบโขนเรือ ไม่นำผู้หญิงมาร่วมเพศในเรือเป็นต้นข้อห้ามทั้งหมดก็เพื่อให้ผู้ร่วมงานเกิดความรักแลความ
สามัคคีกันซึ่งชาวประมงเชื่อว่าเป็นความต้องการของแม่ย่านาง
             ความเชื่อเรื่องแม่ย่านางน่าจะเกิดจากความกลัวภัยต่าง ๆ ที่คิดว่าทะเลนั้นเต็มไปด้วยภัยอันตราย แต่การเกิดความเชื่อนี้ก็เป็นผลดี เพราะแฝงไปด้วยความคิดและเหตุผลอันชาญฉลาด ได้แก่การให้ปฏิบัติในสิ่งที่ดีที่ควรเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
             ชาวประมงต้องไหว้แม่ย่านางทุกครั้งที่ออกเรือนอกจากนั้นทุกวันพระ 15 ค่ำ วันตรุษจีน วันตรุษสงกรานต์ก็จะถือเป็นประเพณีมีการไหว้แม่ย่านางด้วย ผู้ทำพิธีไหว้แม่ย่านางเรือ คือไต้ก๋ง และจะไหว้ในตอนเช้า
             เครื่องไหว้แม่ย่านางได้แก่ หัวหมู ไก่ ผลไม้ต่าง ๆ เช่นกล้วย ส้ม มะพร้าวอ่อน เป็นต้น ขนมเปี๊ยะ ขนมถ้วยฟู ธูป 9 ดอก และให้สมบูรณ์ต้องจุดประทัดด้วย

ขั้นตอนการไหว้
1. ตั้งเครื่องเซ่นไหว้ที่บริเวณหัวเรือ
2. ผูกดอกไม้กำใหญ่ไว้กับโขนเรือ
3. ไต้ก๋งจุดธูป 9 ดอก นำไปปักที่เครื่องเซ่นอย่างละดอก เหลือไว้ 1 ดอก สำหรับปักหัวเรือ เพื่อบอกให้แม่ย่านางคุ้มครอง ขอลาภผล ขอความปลอดภัย และให้จับปลาได้มาก ๆ ตรมความต้องการ
4. รอจนธูปหมดดอกแล้วจึงลาเครื่องเซ่นไหว้
5. นำก้านธูปทั้งหมดไปรวมกันไว้ที่โขนเรือ
6. จุดประทัด
7. นำน้ำมะพร้าวอ่อนมารดที่โขนเรือ และเสากระโดงเรือ
8. แบ่งเครื่องเซ่นไหว้อย่างละเล็กน้อยไปวางใกล้โขนเรือเพื่อถวายแม่ย่านาง
9. เผากระดาษเงินกระดาษทองแล้วโยนลงทะเลเป็นการเสร็จพิธี
             การไหว้แม่ย่านางนี้ชาวประมงส่วนใหญ่ทำตามคำบอกเล่าของตนเฒ่าคนแก่เพราะเชื่อว่าจะให้คุณให้โทษ
แก่ผู้ปฏิบัตจิได้จริงแล้วพิธีกรรมใดก็ตามน่าจะเกิดจากความต้องการขวัญและกำลังใจเพื่อความมั่นใจในการทำงาน
เป็นสำคัญ


 

 

ประเพณีแห่นางแมว

            การแห่นางแมว เป็นพิธีขอฝนของชาวบ้าน เมื่อเห็นว่าฝนไม่ตกต้องตามฤดูฝนซึ่งฝนควรจะตกเมื่อฝนแล้งชาวนาชาวสวนลำบาก เพราะขาดน้ำนอกจากจะมีพิธีทำบุญกลางทุ่งเพื่อขอฝนแล้วยังมีประเพณีแห่นางแมวกันอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถจะทำให้ฝนตก ชาวเกษตรจะได้เป็นสุขขึ้นประเพณีแห่นางแมวนี้ในจังหวัดระยองนี้มีทำกันทั่วๆไป ที่พบเห็นในปัจจุบันในตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย ตำบลเชิงเนิน ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง อำเภอแกลง
อุปกรณ์การเล่น
      1. นางแมว 1 ตัว
      2. กรง กระชัง ชะลอม ข้องใส่ปลา อย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับใส่นางแมว
      3. ไม่สอดหามนางแมว
      4. เครื่องทำจังหวะสำหรับคณะแห่นางแมว มีฉิ่งกรับฆ้องโหม่ง
ผู้เล่น ชาวบ้านทั้งหญิง ชาย ไม่เลือกวัย
พิธีแห่นางแมว
             เมื่อชาวบ้านปรึกษาหารือกันตกลงว่าจะจัดแห่นางแมวเพื่อขอฝน ก็จะหาแมวตัวเมีย ตัวหนึ่งใส่กรง หรือใส่กระชังสำหรับขังปลา หรือภาชนะอื่น ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมปิดฝาให้แน่น ไม่ให้นางแมวกระโดด หรือวิ่งออกไปได้ การแห่นิยมในตอนค่ำ หรือไม่ก็ตอนเช้า ใช้ไม้คานหามนางแมวนั้น คณะที่ไปร่วมขบวนแห่ก็แวดล้อมนางแมว มีคนหนึ่งถือพานเครื่องไหว้เครื่องบูชา และเป็นที่ใส่ปัจจัยที่ชาวบ้านมอบให้ด้วยก็ได้เป็นผู้นำร้องเชิญคำขอฝน คณะที่ร่วมขบวนแห่ก็มีเครื่องทำจังหวะต่าง ๆ ติดไปด้วย เช่น ฉิ่ง ฉาบกรับโหม่ง
             คณะพร้อมแล้ว ขบวนแห่ก็เริ่มออกเดิน และร้องบทแห่นางแมว และให้จังหวะดูเป็นการสนุกสนานไปด้วยเรื่องของคำร้องนี้แต่ละตำบลแต่ละตำบลแต่ละท้องถิ่นดูจะผิดเพี้ยนกันไปบ้าง แต่ก็มีความหมายทำนองเดียวกัน และบางทีก็ร้องดันไปตามถนัด ผู้ติดตามก็ร้องรับ หรือร้องคล้อยตามกันไปเป็นที่สนุกสนาน
             วิธีแห่ก็แห่กันไปทุกๆบ้านตามหมู่บ้านของตน หรือหมู่บ้านใกล้เคียง ตั้งแต่หัวบ้านจดท้ายบ้าน เมื่อขบวนแห่ไปถึงบ้านใคร เจ้าของบ้านหรือลูกหลานจะออกมาต้อนรับ เอาน้ำสาดตัวนางแมวและมีของรางวัลมามอบให้คณะแห่นางแมวด้วย เช่น เหล้า ข้าวสาร มะพร้าว หรือปัจจัยแล้วแต่เจ้าของบ้านจะจัดให้ไม่บังคับ เมื่อแห่ไปครบบ้านในละแวกนั้นแล้ว คณะมักจะจัดทำข้าวต้ม ข้าวมันรับประทานกัน และจำรวบรวมปัจจัยและสิ่งของที่ชาวบ้านให้ จัดเป็นผ้าป่าไปทอดที่วัด หรือไม่ก็นำถวายวัด ถวายพระ เพื่อเป็นการกุศลอีกทอดหนึ่ง

เนื้อร้องแห่นางแมว
            
ที่นำมาลงพิมพ์นี้เป็นบทร้องที่ได้จาก นายเฉลิม มณีแสง อยู่บ้านดอน ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง
         จะพลูโตมหาเถโร
ท่านใช้ให้ข้า
แล้งเลานักหนา
ทำนาบนบก
ทำนาไม่ได้
บ้านโน้นก็บ่น
ว่าฝนไม่ตก
ฝนเคยตกทุกปี
พ่อตาลูกเขย
พ่อม่ายลูกมาก
เดือนแปดเดือนเก้า
ผ้าผ่อนล่อนกัน
  พระเถรภูยงค์
หามนางแมวมา
ทำนาไม่ได้
เจ็บอกเจ็บใจ
ให้ลำบากเหลือทน
บ้านนี้ก็บ่น
ฤดูเดือนหก
เดือนหกนี้ไม่มีฝนเลย
นอนเกยหน้าผาก
เห็นจะยากเสียเพราะข้าว
ไม่มีข้าวสักต้น
ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา

........................................................

         แมวเหมียวเอย
ไอ้ตัวหนึ่งเล่า
แล้งเลาหนักหนา
ถึงฤดูเดือนหก
เดือนหกปีนี้
พ่อตาลูกเขย
พ่อม่ายลูกมาก
เดือนแปดเดือนเก้า
ผ้าผ่อนล่อนกัน
  นางแมวก็จะหนาว
เขาว่าลูกคน
ฝนฟ้าไม่ตก
ฝนเคยตกทุกปี
ไม่มีฝนเลย
นอนเกยหน้าผาก
เห็นจะยากเสียเพราะข้าว
ไม่มีข้าวสักต้น
ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา
 

.............................................................

         นางแมวเอย
ขอน้ำมนต์
ขอเบี้ยขอข้าว
ฝนตกเจ็บห่า
เทวดาเมืองบน
ฤดูเดือนหก
เดือนหกปีนี้
แม่ม่ายลูกมาก
เดือนแปดเดือนเก้า
ผ้าผ่อนล่อนกัน
  ขอฟ้าขอฝน
รดหัวนางแมว
ขอค่าเหล้าหามนางแมวมา
ฟ้าผ่าเจ็ดหน
เร่งให้ฝนตก
ฝนตกทุกปี
ไม่มีฝนเลย
เห็นจะยากเพราะข้าว
ไม่มีข้าวสักต้น
ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา

............................................................

         นางแมวเอย
ขอน้ำมนต์
ขอเบี้ยขอข้าว
ฝนตกเจ็ดห่า
เทวดาเมืองบน
ฤดูเดือนหก
เดือนหกปีนี้
แม่มายลูกมาก
เดือนแปดเดือนเก้า
ผ้าผ่อนล่อนกัน
  ขอฟ้าขอฝน
รดหัวนางแมว
ขอค่าเหล้าหามนางแมว
ฟ้าผ่าเจ็ดหน
เร่งให้ฝนตก
ฝนตกทุกปี
ไม่มีฝนเลย
เห็นจะยากเพราะข้าว
ไม่มีข้าวสักต้น
ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา

เพลงแห่นางแมวบ้านทุ่งควายกิน อำเภอแกลง

            คุณพ่อเจ้าขา คุณแม่เจ้าขาฉันจะพรรณนา ถึงเรื่องหามแมว ฉันหามมาแล้ว นางแมวก็ร้องชาวบ้านชาวช่อง ตกใจหนักหนา อุ้มลูกออกมาที่หน้าบันได ตักนี้นำมาไว้ รดให้นางแมว รดลงมาแล้วนางแมวก็หนาว
            ฉันขอ ทานเหล้า ขอทานข้าวสาร มาเลี้ยงชีวิต อย่าคิดหน่ายแหนง ฝนฟ้าก็แล้ง ไปทั่วสากลเดือนแปดเดือนเก้า ไม่มีข้าวสักต้น ผู้คนสับสน เกลื่อนกล่นไปมา เข้ารกเข้าป่าหาที่ทำกินน้ำตาไหลรินนั่งกอดหัวเข่า
            เข้าป่าเรไร จะไปเดินบาตร บ้านโน้นก็ขาด บ้านนี้ก็ขาด เดินบาตรกลับมา จึงนั่งปรึกษา ชวนกันหามแมว ฉันหามมาแล้ว นางแมวก็บ่นถึงฝนไม่ตก

หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)
พระอินทร์ถือขันพระจันทร์ถือครุเทวดาถือขันบุ ตักน้ำรดแมวรดลงมาแล้ว นางแมวก็บ่น ถึงฝนไม่ตก
หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)

            ปรานีซิจ๊ะ ปรานีซิจ๋า ถึงปลาตกคลั่ก กระดืบกระดักในปลักกลางหนอง ไอ้โอ้งโอ่งเอ๋ย จับได้ใส่อ่าง ได้อ้างอ่างเอ๋ย จับได้ใส่กระถาง ปลาซิวปลาซ่า น้ำตาเซาะเซาะ น้ำแห้งแซะแบะไปไหนไม่ได้ ปลาช่อนเสียใจ จะตายเสียแม่คุณ ให้ปล่อยเอาบุญ แม่คุณหนาจับปลา กะโห้โลมาพ่นน้ำเป็นฟอง ปลาเงินปลาทอง ลอยล่องในกระถาง ปลากะดี่เนื้อสุก ปรับทุกข์ให้ฟัง น้ำมากถึงไหน ก็ไปถึงนั้น น้ำแห้งเหือดหาย ก็ว่ายไม่ทัน ตกคลั่กกลางหนอง มาร้องเอากับฉัน ดูเถิดดวงจันทร์ ขบขันหนักหนา กลัวเหยี่ยวกลัวกา จะลากไปกิน ฝนแล้งแห้งสิ้น ทำกินไม่ได้
            พอเริ่มหามปลา ฝนตกมาพอแรง แม่ทองคล่องแคล่ง อย่ารดน้ำรดน้ำนักเลย หนาวนักละเหวยหนาวนักละวา ปากคอห่อเหี่ยว นุ่งผ้าผืนเดียว แม่ทองตาดำขอหมากซักคำ แม่ทองลำดวนขอยาสักมวนแม่ฉวนยาฉุน ถ้าแม้นไม่ให้ ขอไฟสักดุ้น ให้อุ่นหัวอก

หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)
จะไหว้หม่อมแม่ ที่ห่มแพรแดงฉันขอข้าวแข็งฉันขอข้าวแข็ง ไปหุงข้าวมัน ไม่ทำอย่างนั้น ฝนก็ไม่ตก
หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)
จะไหว้หม่อมแม่ ที่ห่มแพรเขียวฉันขอข้าวเหนียวฉันขอข้าวเหนียว ไปหุงข้าวมันไม่ทำ อย่างนั้น ฝนก็ไม่ตก
หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)
จะไหว้หม่อมแม่ ที่ห่มแพรขาวฉันขอมะพร้าว ไปหุงข้าวมัน ไม่ทำอย่างนั้น ฝนก็ไม่ตก
หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)
(ถ้าไม่มีผู้ใดให้สิ่งของ ร้องซ้ำตั้งแต่ “พระอินทร์ถือขัน………….)
ฮะเอยฮะเอ๋ย หม้อข้าวเล่นเกย ทัพพีเล่นกล จวักสวดมนต์ สากกระเบือรับศีล ท่านว่าอย่างไรลูกไซร้ไม่ได้ยิน
(ร้องท่อนนี้ทำเสียงอ่อน ๆ ลาก ๆ )
มะพร้าวนมมือ มะเขือนมยานฉันขอทานเหล้าขอทานสุราบุหรี่ยาฉุน แม้นจะทำบุญ เป็นสตางค์ก็เอา ถ้าไม่ได้สองไพฉันไม่ไปจากนี่ ถ้าได้สองไพฉันจะไปทันที
(ร้องซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่มะพร้าวนมเนือ………)
ให้ทานแมวแล้ว แมวแก้วจะขอลา อยู่ดีกินดี แม่ศรีจำปา แมวแก้วขอลา ไปก่อนเอย.
 

เพลงแห่นางแมวบ้านสามแยกประแสร์ อำเภอแกลง

            สุภูโต จะ มหาเถโร พระผู้ใหญ่ มีโองการตรัสไว้ ให้หามแมวมา ฝนแล้งหนักหนา ทำนาไม่ได้ พระสุภูติเจ้าเอ๋ย ไม่ห้ามพระพายฝนตกไม่ได้ พระพายพัดกล้า แม่แมวเอ๋ย มีแก้วในตาฝนตกเจ็ดห่า ฟ้าผ่าเจ็ดหน เทวดาเบื้องบน ทำน้ำมนต์รดแมว รดลงมาแล้ว นางแมวก็ร้องชาวบ้านชาวช่อง ตกใจหนักหนา อุ้มลูกออกมาที่หน้าบันได ตักน้ำมาไว้รดให้นางแมว รดลงมาแล้วนางแมวก็บ่นถึงฝน ไม่ตก

หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)

             ฝนจะตกแล้วซิจ๊ะ ฝนจะตกแล้วซิจ๋า ร้อนถึงเทวดา ผู้เป็นประธานพระอินทร์บันดาลไปถึงชั้นพรหม สมณโคดม ท่านเข้านิพพาน เหลือแต่สาวกมาตกกันดาร ข้าวปลาไม่ได้ฉันสงสารชาวนา ฝนฟ้าก็แล้ง แผ่นดินแตกระแหงไปทั้งโลกา จะให้ฝนตก มันต้องหามแมว ฉันหามมาแล้ว นางแมวก็ป่น ถึงฝนไม่ตก

หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)

             คุณพ่อเจ้าขา คุณแม่เจ้าขา ฉันหามแมวมา ทรกรรมเหลือใจ จะให้ฝนตก ฝนก็ไม่ตกถึงฤดูเดือนหก ฝนก็ไม่ตก ถึงฤดูเดือนหก ฝนทุกที รุ่งขึ้นปีนี้ ไม่มีฝนเลย พ่อตาลูกเขย นอนเกยหน้าผาก แม่มายลูกมาก เห็นจะยากถึงหม้อข้าว ใครมีปัญญา ขุดหัวมันหัวกลอย เลี้ยงลูกน้อยน้อย แสนเวทนา อีกข้อหนึ่งหนาจะว่าให้เข้าใจ ดินแห้งเป็นผง ตัดไม้ตรง มาเสี้ยมให้แหลม เที่ยวทิ่มเที่ยวแทง เที่ยวฉุนเที่ยวหว่าน รำคาญหนักหนา หัวไร่ปลายนา นิมนต์หลวงตา สวดคาถาปลาช่อน ทำบุญเสียก่อน เล่นละครสามวัน หัวล้านชนกัน ครึ่บน่า ครึ่บน่าไม่ทำอย่างนั้น ฝนท่านไม่ตก

หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)

            ปลาซิวปลาสร้อย ฉันขอน้ำอ้อย ที่ยังอยู่ชม ขอน้ำในตุ่ม ที่ยังอยู่มากฉันขอทานหมากนะแม่ทองหน้านวล ขอยาสักมวน แม่ทองคิ้ว ฉันไม่ เปรี้ยวปาก ฉันไม่อยากจะขอ มานั่งจอนจ๋อกอดคอกันเหลือ ขอข้าวขอเกลือ ขอมะเขือนมยาน ขอข้าวสุกข้าวสาร ตามแต่จะให้ คนละเฟื้องคนละไพ คนละเฟื้องสองไพ ตามแต่จะให้ทาน
             ชะเอ่อชะเอ๋ย ไปซื้อหมากดิบ มาจากเมืองไชโย ลูกสาวใครโต เร่งให้มีผัว แม่ม่ายเอ๋ยอย่าเพิ่งขายลูก ข้าวจะถูก ลูกไม้จะแพง ฝนตกตาดำ ฝนตกตาแดง ด้วยแรงน้ำข้าว ฉัน ขอทานเหล้า ขอทานข้าวสาร ไปเลี้ยงชีวิต อย่าคิดหน่ายแหนง ฝนฟ้าก็แล้ง ไปทั่วสากล เดือนแปดเดือนเก้า ไม่มีข้าวสักต้น ผู้คนสับสน เกลื่อนกล่นไปมา เข้ารกเข้าป่า หาที่ทำกิน น้ำตาไหลริน นั่งกอดหัวเข่า เข้าป่าเรไร จะไปเดินบาตร บ้านโน้นก็ขาด บ้านนี้ก็ขาดเดินบาตรกลับมา จึงนั่งปรึกษาชวนกันหามแมวฉันหามมาแล้วนางแมวก็บ่น ถึงฝนไม่ตก

หนาวเอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)

            ปลาซิวปลาซ่า น้ำตาเซาะแซะ น้ำแห้งแซะแบะ ไปไหนไม่ได้ ปลาช่อนเสียใจ จะตายเสียแม่คุณ ให้ปล่อยเอาบุญ แม่คุณหนาจ๋า ปลาโห้โลมา พ่นน้ำเป็นฟอง ปลาเงินปลาทองลอยล่องในกระถาง ปลาดี่เนื้อสุก ปรับทุกข์ให้ฟัง น้ำมากถึงไหน ก็ว่ายถึงนั่น น้ำแห้งเหือดหายก็ว่ายไม่ทันตกคลักกลางหนอง มาร้องเอากับฉัน ดูเถิดแม่ดวงจันทร์ ขบขันหนักหนากลัวเหยี่ยวกลัวกา จะลากไปกิน ฝนแล้งแห้งสิ้น ทำกินไม่ได้
            พอเริ่มหามปลา ฝนตกมาพอแรง แม่ทองคล่องแคล่ง อย่ารดน้ำนักเลยหนาวนักละเหวยหนาวนักละวา ปากคอห่อเหี่ยว นุ่งผ้าผืนเดียว แม่ลำดวน ขอยาสักมวน แม่ฉวนยาฉุน ถ้าแม้นไม่ให้ ขอไฟสักดุ้นให้อุ่นหัวอก

หนาว เอ๋ย งก งก ฝนเทลงมา (ซ้ำ)
(ถ้าไม่มีผู้ใดให้สิ่งของ ร้อนซ้ำตั้งแต่ “คุณพ่อเจ้าขา คุณแม่เจ้าขา”)

             อีงอนเขาเกลี้ยง เลี้ยงไว้พาดแอก อีงอนเขาแฉก ไข้น้ำเข้านา ชะเอ้อชะเอ๋ย หม้อข้าวเล่นเกย ทัพพีเล่นกล จวักสวดมนต์ สากกระเบือรับศีล ท่านว่าอย่างไร ลูกไซร้ไม่ได้ยิน มะพร้าวนมเนือ มะเขือนมยาน ให้ทานแมวแล้ว แมวแก้วจะขอลา อยู่ดีกินดี แม่ศรีจำปา แมวแก้วขอลาไปก่อนเอย.

 

เพลงแห่นางแมวพื้นบ้านกระแสบน

             (1) สุโภโตจะมะหาเถโร พระผู้เป็นใหญ่ พระองค์ทรงตรัสใช้ ให้ฉันหาบแมวมา ปรารถนาอยากให้ฝนตก เมื่อก่อนเดือนหก ฝนตกทุกที ทำนาปีนี้ฝนไม่มีเลยหนา พ่อตาลูกเขยนอนเกยหน้าผาก แม่ม่ายลูกมากลำบากเพราะข้าวเดือนแปดเดือนเก้า ไม่มีข้าวเลยสักต้น ผ้าผ่อนหล่อนดันฝนเขาเทลงมา ฝนเทลงมา
             (2) ข้อหนึ่งนั้นหนา จะว่าให้เข้าใจทำนาไม่ได้ ฝนแล้งแห้งสิ้นทำกินไม่ลง ตัดไม้ตรงๆ เที่ยวละทีม เที่ยวละแทง เที่ยวละฉุย เที่ยวละหว่าน รำคาญแท้ๆ บ้านโน้นเขาก็บ่น บ้านนี้เขาก็บ่น ทำไมถึงฝนไม่ตกหนาวเอ่ย งกงก ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา
             (3) น้ำท่วมหัวคันนา ปลาสลิดลอยหนวด ตะกวดลากหาง นกยางลอยแพ กระทิงวิ่งแร่หัวไร่ท้ายนา นิมนต์หลวงตามาสวดคาถาปลาช่อน เล่นละครสามวัน หัวล้านชนกันฝนเทลงมา ฝนเทลงมา
             (4) พระอินทร์ถือขัน พระจันทร์ถือครุ เทวดาถือขันบุ ตักเทลงมา ตักเทลงมา
             (5) หะเอ่อฮะเอ่ยหม้อข้าวเล่นเกย ฝาระมีเล่นกล กะวักสวดมนต์ สากกระเบือรับศีล พ่อแม่ว่าไง ลูกไซร้ไม่ได้ยิน ขอน้ำแม่สิน ขอน้ำแม่สวย ขอน้ำอ้อยที่เขามีอยู่ชุม ขอน้ำในตุ่มที่เขามีอยู่มาก ฉันขอทานหมาก ขอทานมะพร้าว ฉันขอทานเหล้า แม่ทองหน้านวล ขอยาสักมวน แม่ทองตาต่ำ ขอหมากสักคำแม่ทองคิวต่อ ถ้าไม่เปรี้ยวปาก ฉันไม่อยากจะขอ มานั่งงอนง้อ กอดคอนมเนื้อ ขอข้าว ขอเกลือ ขอมะเขือนมยาน ข้าวสุกข้าวสาร ตามแต่จะให้ทาน คุณพ่อเจ้า คุณแม่เจ้าขา อย่าว่าฉันมา ฉันหาบแมวมาทรกรรมเหลือใจ อยากให้ฝนตกหนาวเอ่ย งกงก ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา
             (6) พระอินทร์ถือขัน พระจันทร์ถือครุ เทวดาถือขันบุ ตักเทลงมา ตักเทลงมา
             (7) น้ำท่วมหัวคันนา ปลาสลิดลอยหนวด ตะกวดลากหาง นกยางลอยแพ สาวแก่แม่ม่ายร้องไห้ตามกัน ขุดหัวมันหัวกลอย เลี้ยงลูกน้อยน้อยแสนเวทนา แสนเวทนา อดข้าวอดปลาให้อุตส่าห์ ทำบุญสัตตะมะนุสสาเวสุง ข้าวปลาเต็มยุ้ง ไม่มีกระบุงจะใส่ ยกมือขึ้นไหว้ ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา
             (8) ขอน้ำพระอินทร์ ขอน้ำพระพรหม ฉันขอน้ำต้มที่คนห่มแพรเขียว ขอข้าวเหนียวไปหุงข้าวมันถ้าไม่ทำยังงั้นฝนท่านก็ไม่ตกหนาวเอ่ยงกงก ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา ตักเทลงมา ตักเทลงมา
             (9) นางแมวเหมียวเอ่ย เขาให้ขอไข่ ขอไม่ได้เขาให้ขอฝน ขอน้ำมนต์รดหัวแมวบ้าง ขอเบี้ยค่าจ้างที่ฉันหาบแมวมา ปรารถนาอยากให้ฝนตกหนาวเอ่ย งกงก ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา
             (10) พระอินทร์ถือขัน พระจันทร์ถือครุ เทวดาถือขันบุ ตักเทลงมา ตักเทลงมา ข้าวสุก ข้าวสารถวายทานหมดสิ้น เหลือแต่ข้าวเหนียว งามเขียวออกฟ้อแต่ละกอเท่าหม้อเท่าไห ไม่ว่านาใครงามหมดทุกแถว แมวเหมียวเอ่ยทั้งแมวก็หนาวทั้งคนก็หนาว ขอทานเหล้า ขอทานข้าวสาร เพื่อรับประทาน พอเลี้ยงชีวิต อย่าคิดกินแหนง ฝนก็แล้งทั่วทุกสาชน ผู้คนขัดสนเกลื่อนกล่นไปมา ชวนกันเข้าป่าหาที่ทำกินน้ำตาไหลริน นั่งกอดหัวเข่า อุ้มลูกมาดูตักน้ำมาไว้ที่หัวบันไดรดให้นางแมว พอรดน้ำแล้วนางแมวให้พรอยู่ดีกินดีเถิด แม่ศรีจำปานางแมวขอลาท่านไปก่อน……….จบ
(ท่อนนี้แช่ง) แม่ม่ายเอ่ยอย่าเพิ่งขายลูกปีหน้าข้าวถูกลูกไม้จะแพง อะไรแดงแดง ลูกกระแมงคอคอดใครไม่ให้กอดขอให้มอดม่อนเรือน ใครไม่ให้นอนเพื่อนขอให้เรือนทะลาย ยกมือขึ้นไหว้ ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา พระอินทร์ถือขัน พระจันทร์ถือครุ เทวดาถือขันบุ ตักเทลงมา ตักเทลงมา ใครไม่ให้เหล้าขอให้ข้าวตายฝอย ใครให้น้อยขอให้กลอยตายนึ่ง ผัวขี้หึงขอให้ผึ้งจ่อตา ใครไม่ให้ยาขอให้ยามันสูญ ใครไม่ให้ปูนขอให้ปูนมันหนี ฝนตกวันยังค่ำขอให้น้ำนามี…
             ขอขอบคุณ นายสยาม วงศ์ยัง ที่ให้ข้อมูลเพื่อเป็นการอนุรักษ์ไม่ให้ประเพณีการแห่นางแมวสูญหายไป นายเฉลียว ราชบุรี ศึกษาธิการอำเภอแกลง จึงได้จัดการแสดงประเพณีดังกล่าวขึ้น ณ บริเวณวัดกระแสร์บน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2544

 

เพลงสงฟาง

            เป็นเพลงที่ใช้ร้องในระหว่างนวดข้าวตอนสงฟาง พบในจังหวัดอ่างทอง ลพบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท ระยอง
            คำว่า “สง” แปลว่า ยกหรือหย่งของให้ร่วงลงเวลานวดข้าว เมื่อวัว ควายเดินย่ำไปพักหนึ่งแล้วเขาก็ปลดวัวออกพัก แล้วเอาไม้คันฉายมาสงฟางเพื่อกลับฟาง พลิกล่างขึ้นพลิกบนลงล่าง จะได้ย่ำโดยทั่วถึงระหว่างสงฟางต่างก็ร้องเพลงเล่นไปด้วย เพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย
            อุปกรณ์การเล่น ไม้คันฉาย ถือกันคนละอัน การเล่น เพลงสงฟาง เป็นเพลงสั้นมาก มีเพียง 3 วรรค ค่อนข้างจะเป็นแบบสำเร็จรูป ใครจะร้องนำขึ้นก็ได้ เมื่อร้องแล้วคนอื่นๆ ก็จะช่วยเป็นลูกคู่รับซ้ำขณะที่ร้องเพลงทุกคนถือไม้คันฉายสงฟางไปมา

ตัวอย่าง
เพลงสงฟางสำนวนของ นางสงวน ศรีสุวรรณ อ.วิเศษชัยชาญ อ.อ่างทอง
             1. “สงเอยพ่อสง ชะชา นั่งรอบขอบวงมาช่วยกันสงฟางเอ่ย” (ลูกคู่รับ…เอิงเอยฟาง เอย นั่งรอบขอบวงมาช่วยกันสงฟางเอย)
             2. “สงเถิดเอยพ่อสง ชะชา คนไหนคิ้วโก่ง มาช่วยกันสงฟางเอย” (ลูกคู่รับ) เอิงเอย ฟางเอย คนไหนคิ้วโก่ง มาช่วยกันสงฟางเอย”

ตัวอย่าง เพลงสงฟางสำนวนของนายพิน แม่นหมาย ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง
            อ่อนละเหวยอ่อนดงจะเข้าในดงดงเอยมะหวดลูกคู่ก็รับเมื่อลูกคู่รับจบเจ้าของเพลงก็ต่อ เจ้านกอีแซวติดแร้วเขาโก่งเมื่อตอนจะเข้าในดง ดงเอยมะหวด ลูกคู่รับต่ออีก
            เจ้าของเพลงจะต่อโอ่หงษ์เอย ปักษานี้หนอปักษินบินไปเที่ยวหากินที่น้ำงวด งวด ตื่นเจ้าก็เยี่ยมนี้เอยสาง่ายปากเจ้าก็ไซร้ซวดไม่ได้มากก็ขอแต่น้อย นั้นขอแต่ลอยละซวดรักต้อยหงษ์เอย เอย ชา พ่อชา โอเจ้าพญาหงษ์เอยรักต้อยหงษ์เอย โอระชาพ่อชา ลูกรับ
             อ่อนอีกละเหวยอ่อนลงจะเข้าในดงกระดังงา ลูกคู่รับนกเขาเปล้าดอนมาส่งเข้าในดงดง กระดังงา ลูกคู่รับ
            โอ่หงษ์เอย จะกล่าวเล่าถึงเรื่องการทำนา ให้ชาวประชาได้รู้ พอถึงฤดูเดือนหกฝนฟ้าก็ตกเหนือแผ่นแท่นท้องพระธรณีอยู่อุดตลุดดูชาวมนุษย์ที่เป็นชาวไร่และชาวนา ก็ชวนกันเข้าป่าตัดไม้สองง่าม เอามาทำหัวหมู ตัดเอาไม้ดู้ ดู้ เอามาทำหางยามและคันไถ รักต้อยหงษ์เอยชาพ่อชา ลูกคู่รับเจ้าพญาหงษ์เอยรักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา
             อ่อนอีกละเหวยอ่อนลงร่อนเข้าในดง ดง กระดองให ลูกคู่รับ
             เจ้านกสาริกาบินถลามาลงเข้าในดง ดง กระดองให ลูกคู่รับ
             โอ่หงษ์เอย พอได้หางยามและคันไถทำให้งอนตกท้องควาย อีกทั้งกะพายและเชือกชักอีกทั้งกะตักและไม้หวายอีกทั้งพั่วราด ทั้งไม้กวาดกะดองใหเชือกน้อยพานใหญ่สำหรับเอาไว้ใช้ในการท้องนา พอเตรียมของเสร็จสับก็รีบไปจับ เจ้าทองคำ อีจำปา เข้ามาเทียบแอก แรกไว้ให้จงดี แล้วก็ตีตำนะดังแมร แช่ขี้เทือก เลือกพันธุ์เข้าปลูกให้เที่ยงแท้ แล้วเอาไปแช่น้ำ ได้คืนหนึ่ง จึงสงใส่สวงเอาน้ำรด กำหนดให้แน่ ได้สามคืนข้าวก็แตกกะจาย จึงกะไผ่ใส่กะบุงบายแบกไปโปรยปรายในตระกล้าที่ชาวนาเตรียมไว้ รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกรับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอยรักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา
             อ่อนละเหวยเลยไปกลับไกลมาลงแล้วเข้าในดง ดงเอยจำปา ลูกคู่รับ
             เจ้านกกิ้งโครงมันบินเข้าโพรง โพรงเอยจำปา ลูกคู่รับ
             โอ่หงษ์เอย พอได้เดือนหนึ่งเห็นต้นใหญ่ ยาวเป็นต้นกล้าฟ้าถนัดสบัดโคลนโยนฟัดมัด เป็นกำดำเป็นกอแลดูออลองยิ่งยงทรงต้นไสวดี พอถึงเดือนสิบสอง ข้าวก็เริ่มตั้งท้องและรายร่วง ชาวนาทั้งปวงก็ขมีขมัน ชวนกันทำขวัญพระแม่โพสบ ตามคำรบแต่โบราณมา ทั้งปู่ทั้งย่าท่านตาท่านยายท่านสอนสั่งเอาไว้ ให้เอาไม้ไผ่มาขัดกะเหลา เถิดพ่องามขำ ไปตัดเอาไม้ระกำมาประกอบ ตามระบอบสืบกันสิ่งของที่ต้องจัดหา คือกล้วย อ้อย เผือก มัน ของที่สำคัญคือ ส้มสุกลูกไม้ทั้งถั่วและงา รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกรักเจ้าพญาหงษ์เอยชาพ่อชาเจ้าพญาหงษ์เอย ชาพ่อชา
              อ่อนละเหวยเลยไปแล้วไถลมาลงเข้าในดง ดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
              นกสาริกาบินถลา ถลาลงเข้าในดง ดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
              โอ่หงษ์เอย พอถึงเดือนอ้ายเดือนยี่ จึงออกไปนอกบุรี ซื้อเคียวมาเกี่ยวข้าวเหนียวเสียก่อนพันธุ์ละข้าวอ่อนเลือกไว้ต่างหากเมื่อยามยากจะได้กินสุกพร้อมงอมสิ้น จึงจะแรกบอกแขกมาเกี่ยวข้าวเล่นกันอยู่ฟากๆ บ้างเกี่ยวบ้างเล่น บ้างก็เต้นโฉงเฉง บ้างก็ร้องเพลงกะบอก ถือเคียวกลับกลอกหัวเราะร่า พวกหนุ่มๆสาวๆ เป็นหมู่พวกเจ้าชู้ร้องเพลงสั่งอยู่ข้างหลังเถิดนะน้องอย่างร้องไห้ เผ่นขึ้นหลังควายพี่ชายต้องขอลาพรุ่งนี้จะมาอีกใหม่ รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ละโอ ชาพ่อชา
             อ่อนละเหวย อ่อนลง จะเข้าในดงดงเอยลำดวน ลูกรับ นกกะสาบินมาหาคู่เห็นมันจับอยู่ที่ต้นลำดวน ลูกคู่รับ
             โอ่หงษ์เอย จะพรรณละนาถึงพันธุ์ข้าวนาต้องเตรียมเอาไว้คือข้าวใจ เป็นข้าวพันธุ์เบา เก็บเกี่ยวได้ตอนมันเบาความเดือดร้อนเมื่อข้าวขาดยุ้ง ลำกับสองก็มุ่งถึงข้าวมาแขกชื่อออกจะแปลก ชาวนาก็นิยมเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อจากนั้นก็เป็นนางเหลืองละรวยข้าว ข้าวกล้วยไข่ปลา ข้าวฟ่างหางม้า ข้าวปลาหมอตอด นางปอนางเปลี่ยว ข้าวเหนียวตับหมู คู่กับข้าวเหนียวขาว ข้าวเหนียวเม็ดสั้นเรียกว่าข้าวเหนียวลาว ข้าวเหนียวเม็ดยาวเรียกว่าช่อลำดวน รักต้อย หงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอยรักต้อยหงษ์เอย ละโอ ชาพ่อชา
              อ่อนละเหวยเลยไป กับไถลมาจะเข้าในดงดงเอยกระดังงา ลูกคู่รับ
             นกขุนทอง มันร้องเจื้อยแจ้วว่าเจ้าของลานมาแล้วกำลังจะเข้าดงดงเอยกระดังงา
              โอ่หงษ์เอยฉันมาวันนี้หวังว่าจะผูกไมตรีกันเอาไว้เผื่อวันข้างหน้าจะได้พึ่งพากันเอาไว้ จะได้เป็นที่พึ่งในยามป่วยไข้จะได้เรียกใช้กันบ้างจะได้หรือไม่ หวังว่าเธอคงรับได้ รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ละโอชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
             โอ่หงษ์เอย วันนี้ฉันมาไม่ได้มือเปล่าขอบอกเล่าเอาไว้เมื่อก่อนจะมาฉันเที่ยวสรรหาเม็ดฟักแฟงแตงกวาเอาแต่ของดี ดี เพื่อน้องนี้เก็บไว้ทำพันธุ์ในวันข้างหน้ารักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
หญิง อ่อนละเหวยอ่อนลงจะเข้าในดงดงเอยลำใย ลูกคู่รับ
             นกสาริกาบินถลามาลงเข้าในดง ดงเอยลำใย ลูกคู่รับ
              โอ่หงษ์เอยพอได้ยินคำว่าพี่มา วันนี้ยังเอาของดี ดีมาฝากบอกว่าเป็นของหายากน้องก็แสน จะดีใจ น้องจะขอสัญญาหนอกับพี่เอาไว้แต่ขอให้พี่จงเข้าตามตรอกออกตามประตูก็คงไม่มีสัตรูอะไร พ่อแม่ของน้องท่านเป็นคนใจดีไว้เถิดพี่ท่านคงไม่มีอะไรรักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
หญิง อ่อนอีกละเหวยร่อนขึ้นถลาลมจะเข้าในดงดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
             นกอีแซวติดคอโก่งก่อนจะเข้าในดงดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
              โอ่หงษ์เอยพอได้ยินคำว่าพี่มาวันนี้ยังเอาของดี ดีมาฝากบอกว่าเป็นของหายากน้องก็แสน จะดีใจ น้องจะขอสัญญาหนอกับพี่เอาไว้แต่ขอให้พี่จงเข้าตามตรอกออกตามประตูก็คงไม่มีสัตรูอะไร พ่อแม่ของน้องท่านเป็นคนใจดีไว้เถิดท่านคงไม่มีอะไรรักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
              อ่อนละเหวยร่อนขึ้นถลาลงจะเข้าในดงดงเอยจำปีให ลูกคู่รับ
             นกสาริกาบินถลาถาลงเข้าในดงดงกระดองจำปี ลูกคู่รับ
            โอ่หงษ์เอยพอได้ยินคำของเจ้าของลานเข้าปราศรัยบอกว่าของกำนันที่ฉันเอามาจะเก็บไว้คอยท่าพี่นี้
ก็แสนจะดีใจเรื่องคำหมั้นสัญญาที่น้องขอร้องในวันนี้พี่นี้จะจำเอาไว้กะว่าอีกไม่ช้าพี่คง จะมาอีกท
ีพร้อมผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านไว้ใจ น้องจงเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีรักต้อย หงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญา
หงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
             อ่อนละเหวยอ่อนลงร่อนเข้าในดงดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
             เจ้านกเขาเป้าบินเข้าลงตอนจุเข้าในดงดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
            โอ่หงษ์เอย ก่อนที่จะลาไปในวันนี้พี่จะขอฝากของนั้นมา คงไม่มากน้องจงจำเอาไว้สิ่งนั้นก็คือเรือนสามน้ำสี่นั้นเป็นของสตรีน้องจำเอาไว้ เรือนที่หนึ่งก็คือเรือนผมต้องให้คนดมเขานิยมเจ้าเอาใจ เรือนที่สองก็คือเรือนครัวเจ้าจงดูให้ทั่วอย่าให้ขาดอะไร เรือนที่สามก็คือเรือนนอกเวลาพักผ่อนต้องสะอาดเข้าไว้ รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ละโอ ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
            อ่อนละเหวยอ่อนลงจะเข้าในดงดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
            นกสาริกาบินถลามาลงเข้าในดงดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
หญิง โอ่หงษ์เอยพอได้ยินคำที่พี่พร่ำฝากมันเป็นของไม่ยากจะจดจำเอาไว้เรือนทั้งสามยามเมื่อแขกมาเยือนจะไม่แปดเปื้อน น้องจะจำใส่ใจแค่น้ำสี่อย่างที่พี่ อ้างถึงน้องก็ตลึงไม่รู้ว่าอะไรขอให้เล่าแถลงให้แจ้งแก่ใจรักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ
เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
           อ่อนอีกละเหวยเลยไปกลับไถลมาลงจะเข้าในดง ดงเอยลำใย ลูกคู่รับ
           เจ้านกกลิ้งโครงมันเข้าโพรงที่ดงเอยลำใย ลูกคู่รับ
           โอ่หงษ์เอย เรื่องน้ำสีนั้นเป็นของสำคัญสำหรับแม่บ้าน ต้องเตรียมหาเอาไว้ น้ำหนึ่งคือน้ำล้างเท้าก่อนก้าวขึ้นบันไดจงจำเอาไว้เถิดน้องยา น้ำที่สองคือน้ำเต้าปูน ขอให้แม่คุณต้องดูแลก่อนแขกจะมานั่นยังไง น้ำที่สามคือน้ำใจเจ้าจงจำเอาไว้อย่าให้ใครเขานินทา น้ำที่สี่คือน้ำล้างหน้าเมื่อ เวลาตื่นนอนโอ่เจ้างามงอนต้องเป็นจนจัดหาเอาไว้รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ละโอ ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
หญิง    อ่อนละเหวยอ่อนลงจะเข้าในดงดงกระดองให ลูกคู่รับ
           นกกาเหว่าเร่าร้องก้องป่า พนาลีแล้วก็มาที่ดง ดงกระดองให ลูกคู่รับ
           โอ่หงษ์เอยพอรู้น้ำสี่ที่เป็นของสตรีที่ต้องรับมอบตามระบอบที่แขกมาเยือนเมื่อได้เตือน น้องคงต้องใส่ใจให้เลิศล้ำเพราะเป็นวัฒนธรรมของคนไทย อีกอย่างนะ ที่เกิดเป็นสตรีนี้แสนจะยาก ขอให้พี่นี้ฝากอะไรก็ได้ว่าเรื่องของสตรี ปฏิบัติผัวที่ดีจะต้องทำอย่างไร รักต้อย หงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย อะโอ ชาพ่อชา
            อ่อนละเหวยลอยไปแล้วไถลมาลงเข้าในดง ดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
           นกเอี้ยงนกสาริกามันบินมาลงตอนจะเข้าในดง ดงเอยมะไฟ ลูกคู่รับ
            โอ่หงษ์เอย จะกล่าวถึงปักษานิหนอปักษินเที่ยวหากินอยู่ตามท้องนา โน่นนะนกกะมันถลาลงที่ในตากกล้า ตีนมันก็เหยียบย่ำข่าวกล้าของชาวนาเสียหาย เจ้านกเป็ดน้ำฝูงใหญ่มันเที่ยวชอนไซกินข้าวในนาไม่เหมือนนกเอี้ยงนกสาบินมาเกาะหลังควายเพื่อไล่พวา พอเห็นเหยี่ยวเชี่ยวมามันก็บินหนี เจ้านกกาเหว่าเร่าร้องอยู่ก้องพนาลีมันเตือนน้องพี่ให้ตื่นนอนตอนเช้าเจ้านกขุนทองก็ส่ง เสียงแจ่ว ว่าพ่อจ๋า แม่จ๋าได้เวลาออกไปทำนากันอีกแล้วเจ้านกอีแซวบินออกจากพุ่ม พอเป็นนกอีลุ้ม หงอนมันหดก็ได้กำหนดเก็บ เกี่ยวข้าวในนานกกระจิบกระจาบนกพิราบนกเขาไฟนกกะลิงฝูงใหญ่มันชอบคาบข้าวไปกินไถล รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา ลูกคู่รับ เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา"
           อ่อนละเหวยอ่อนลงจะเข้าในดง ดงอะไรดี ลูกคู่รับ
           เสียงนกกะวะบินพละพลุมโพล่งในเข้าในดง ดงอะไรดี ลูกคู่รับ
          โอ่หงษ์เอยแต่พอสงฟางหนอกันเสร็จสรรพ เจ้าของลานก็ขยับจัดหาอาหารมีเหล้ายาปลาปิ้งให้ครบทุกสิ่งที่มีเพื่อเลี้ยงดูกันให้อิ่มหนำสมกับทำฟางกันเต็มที่ เมื่อกินสำเร็จเสร็จการก็ลาเจ้าของลานของให้อยู่ดีกันเถิดหนาในวันพรุ่งนี้ทั้งเธอและฉันต้องเจอกันอีกทีสำหรับวันนี้ขอ
ให้โชคดีเถิดเอย รักต้อยหงษ์เอย ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย รักต้อยหงษ์เอย ละโอ ชาพ่อชา เจ้าพญาหงษ์เอย
 

ประเพณีการสวดหน้าศพ

           ในสมัยโบราณ เมื่อมีการตายเกิดขึ้นญาติที่น้องจะใช้ผ้าขาวตราสังศพให้แน่นแล้วใส่โลงหมอผีประจำหมู่บ้านจะใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ แล้วกล่าวให้ผู้ตายไปสู่สุคติ อย่างห่วงกังวลลูกหลานจากนั้นนำศพไปไว้บนเชิงตะกอนที่วัดให้สูงจากพื้นดินเพื่อใส่ฟืนด้านล่าง แล้วยกโลงวางบนเชิงตะกอนการเผาจะเผาตอนกลางวันประมาณหลังเที่ยง เพื่อให้ศพไหม้ก่อนค่ำจะได้ไม่ถูกสัตว์ร้ายรบกวน
           ประเพณีงานศพในท้องถิ่น เมื่อมีการตายที่บ้านจะทำพิธีกรรมในบ้าน แต่ถ้าตายนอกบ้านมีความเชื่อว่าห้ามนำศพเข้ามาไว้ในชายคาบ้านโดยเด็ดขาด การกจัดพิธีกรรมในงานศพจะมีการสวดหน้าศพเป็นประเพณี “การสวด” หมายถึง การร้อง หรืออ่านเป็นทำนองเนื่องด้วยศาสนากิจ เช่น การสวดพระอภิธรรม สวดพระปาฎิโมกข์ สวดพระปริตร และสวดคฤหัสถ์ เป็นต้น
           การสวดหน้าศพ หรือการสวดคฤหัสถ์ ของนักสวดที่เป็นฆราวาส จะเริ่มหลังจากพระสวดอภิธรรมจบแล้ว เจ้าภาพจะจัดนักสวดชายหญิงมาร่วมร้องเพลงสวดพระมาลัยเพราะเป็นเพลงสวดสั่งสอนให้คลายความโศก ซึ่งการรำและมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การสวดหน้าศพเป็นการอยู่เป็นเพื่อนบรรดาญาติและผู้ที่มาเยี่ยมศพ ขจัดความว้าเหว่ของเจ้าภาพด้วย
           การสวดหน้าศพ หรือคฤหัสถ์ตามประเพณีท้องถิ่นนั้น มีบทสวดที่เรียกว่า “พื้น” อยู่ 4 อย่างนักสวดจะสวดทั้ง 4 พื้น คือ
           1. พื้นพระอภิธรรม คือ บทสวดที่มีบทขึ้นต้นว่า กุสลา ธรรมา อกุสลา ธรรมา ตามพระอภิธรรมที่พระพุทธเจ้าเทศนา
           2. พื้นโพชญงค์มอญหรือหับเผย ขึ้นต้นสวดว่า หับเผย
           3. พื้นพระมาลัย นำเนื้อความมาจาก “กาพย์มาลัยสูตร ที่เรียกว่าพระมาลัย ซึ่งเขียนเป็นคัมภีร์ลงในสมุดเล่มโต บรรจุอยู่ในหีบพระธรรม ในพระสูตรนั้น ได้เล่าเรื่อง พระมาลัยเถระชาวลังการับดอกบัว 8 ดอก จากทุคคตะคนยากแล้วนำไปบูชาพระจุฬามณี พระเมาฬี ของพระพุทธองค์ที่ พระอินทร์รับไปบรรจุพระเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ “ การสวดพื้นมาลัย นักสวดจะทำเสียงให้น่ากลัวเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ต้องการให้ผู้ฟังกลัว เพื่อจะได้ไม่ทำบาป
 

ฟื้นมหาชัย ขึ้นต้นสวดว่า ฯ โมเม พุทธังเตระสัส..

            นักสวดจะประกอบด้วยหัวหน้า 1 คน และลูกคู่ร้องร่วมประมาณ 3 คน เรียกว่า สำหรับ นั่งล้อมวงรอบตู้พระธรรมกลางวง มีเครื่องบูชา ได้แก่ กระทงขัน 5 คือ กระทง 5 กระทง ที่ใส่
ข้าวตอก ดอกไม้ไม่จำกัดสี ธูป 5 มัด ๆ ละ 3 ดอก และเทียน 5 เล่ม ซึ่งจะจุดติดต่อกันตลอดเวลา ที่สวด เครื่องบูชาเหล่านี้จะวางในโตกทองเหลือง ส่วนเครื่องยกครูจะวางอยู่ในจานต่างหาก เครื่องยกครูได้แก่ หมาก พลู ยากินกับหมาก เทียน และดอกไม้ 5 กำ ร้องรำและร้องรับกันไปตามความสามารถ โดยมีเครื่องดนตรีทำจังหวะ คือ กรับและฉิ่ง
           การสวดหน้าศพ หรือคฤหัสถ์เนื้อร้องจะสวดพระมาลัยในส่วนแรก ส่วนหลังจะเป็นเนื้อเรื่องทั่ว ๆ ไป ตัดตอนมาจากวรรณคดี เช่น อิเหนา ราชาธิราช ไกรทอง เมฆขลา พระภัยมณี เป็นต้น ไม่ซ้ำเรื่องเดิม ดังตัวอย่างที่จะกล่าวดังต่อไปนี้
           การสวดหน้าศพ เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นจังหวัดระยองอย่างหนึ่งของงานศพ ปัจจุบันผู้สืบทอดการสวดหน้าศพเหลือ
น้อยหรืออาจไม่พบในบางท้องถิ่น
           ประเพณีการสวดหน้าศพในปัจจุบัน มีการแทรกเพลงอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญลงในบทสวดทำให้การสวดมีแนวโน้มเป็นเพลงสวดหรือเพลงประกอบที่ว่า
ด้วยการตายมากกว่าที่จะเป็นบทสวด แต่ก็ยังเรียกว่า การสวดหน้าศพ หรือสวดคฤหัสถ์ตามความหมายเดิม

 

อาชีพต่อเรือ

           อุตสาหกรรมต่อเรือสำเภาของราชอาณาจักรสยาม สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้า
อยู่หัวบรมโกศ แล้ว เนื่องจากในปี พ.ศ. 2329 มีการออกกฎหมายว่าด้วยค่าธรรมเนียมต่อเรือและซ่อมแซมสำเภา ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับว่ามีการผลิตเรือสำเภาเพื่อการค้ามาตั้งแต่สมัยกรุง
ศรีอยุธยาตอนปลายแล้ว พบว่าชาวจีนอพยพเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในอุตสาหกรรมต่อเรือ
           การที่จะมีสถานที่ใดเป็นแหล่งสำคัญในการต่อเรือได้ดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัย
ดังต่อไปนี้

1. เป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้แม่น้ำหรืออยู่ใกล้ทะเล
2. มีป่าไม้ที่เหมาะสมที่จะใช้ในการต่อเรือ หรือขุดเรือ เช่น ไม้ตะเคียน ไม้เดียม ไม้สัก
3. มีช่างผู้ชำนาญในการต่อเรือ

            เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้ง 3 ประกอบแล้ว ปรากฏว่าระยองมีปัจจัยทั้ง 3 ประการครบถ้วน ซึ่ง
จะเห็นได้ว่าระยองมีภูมิประเทศที่เป็นชายทะเลไม่น้อยกว่า 100 กม. นอกจากนั้นแล้วยังมีแม่น้ำที่สำคัญอาทิเช่น แม่น้ำระยอง แม่น้ำประแสร์ แม่น้ำพังราด อาชีพที่สำคัญของชาวระยองที่ทำมาหากินอยู่ตามชายทะเลก็คือ อาชีพประมง ซึ่งจะต้องใช้เรือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการประกอบอาชีพนอก
จากนั้นแล้วการเดินทางไปมาหาสู่และการติดต่อค้าขายก็ต้องใช้เรือเป็นพาหนะทั้งนั้น สำหรับใน
แม่น้ำเรือก็เป็นอุปกรณ์สำคัญในการเดินทางและขนส่งสินค้าเช่นเดียวกัน
          ประการที่สอง ระยองในอดีตมีพื้นที่ป่าไม้เป็นจำนวนมาก และไม้ที่สำคัญในการต่อเรือ ก็คือ
ไม้ตะเคียน ซึ่งจะเห็นได้จากเมืองระยองมักถูกเรียกเกณฑ์ส่วยมากเพื่อนำไปต่อเรือพระที่นั่ง
          ประการที่ 3 ระยองเป็นแหล่งช่างต่อเรือที่มีความสามารถ วิชาการต่อเรือเริ่มจากชาวจีน
ซึ่งอพยพมาจากเกาะไหหลำ เข้าสู่ประเทศไทย และส่วนหนึ่งมาอาศัยของที่ระยอง ชาวไหหลำนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่งในการต่อเรือและที่ระยองมีชาวจีนไหหลำ
คนหนึ่งที่ชื่อว่า “เจ็กหงี” ท่านผู้นี้ถือว่าเป็นช่างต่อเรือยุคบุกเบิกของระยอง
           ในปัจจุบันอู่ต่อเรือในจังหวัดระยองไม่มีแล้ว มีแต่คานเรือซึ่งมีไว้สำหรับใช้ในการซ่อมเรือเท่านั้นเอง

วิธีการต่อเรือ
          จากการบอกเล่าของคุณวิชัย นาวาประดิษฐ์ ในฐานะที่มีอาชีพเป็นช่างต่อเรือ เป็นรุ่นที่ 3 ต่อจากบรรพบุรุษ มีดังต่อไปนี้
          “จังหวัดระยองได้ชื่อว่ามีไม้ตะเคียนทองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเขาหลวงเตี่ย คุณสมบัติ
ไม้ตะเคียนทอง เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อละเอียด มีความเหนียว ไม่หักง่าย จึงเหมาะใช้ในการต่อเรือ
เป็นอย่างยิ่ง การใช้ไม้ต่อเรือในสมัยนั้นเจ้าของอู่ต่อเรือจะต้องเป็นผู้ขอสัมประทานกับจังหวัด
เสียก่อนแล้วจึงเข้าไปตัดไม้ออกมาใช้ได้ หลังจากได้สัมปทานและอนุญาตตัดไม้แล้ว จึงจ้างผู้
เชี่ยวชาญการทำไม้ ตัดออกส่งให้อีกทอดหนึ่ง ไม้จะถูกตัดเป็นท่อน ๆ ถ้ายาวก็จะร่องแพมาตาม
           โครงสร้างของเรือประมงทะเล ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๆ ดังนี้คือ โขนเรือ หลักทรัพย์เรือ (ทวนท้าย) กระดูกงู (มาตรเรือ) โครงเรือ (กงเรือ) กาบเรือ (กระดานเรือจะเจาะยึดติดกับโครงเรือด้วยลูกสลัก (ลูกประสัก) ทำด้วยไม้เกด และไม้แสมสาร) ห้องนายท้ายเรือ (ก๋งเรือ) เป็นต้น แต่ที่ไม่สามารถจะลืมได้ก็คือ “ ครูการต่อเรือ ” มีการเล่าสู่กันฟัง “ถ้าบุคคลใดไม่ได้ขออนุญาต อาจารย์ที่สอนแล้วแยกตัวออกไปต่อเรือเองโดยไม่บอกกล่าวมักจะไม่ประสพความสำเร็จ เมื่อตัวเรือประกอบเป็นลำเรือเรียบร้อยแล้วก็จึงเป็นหน้าที่ของช่างตอกหมันเรือ ตอกอุดตามแนวกระดานเรือด้วยด้ายป่าน (ทำมาจากเปลือกของต้นกระโดนตากแห้งแล้วนำมาทุบ และฉีกเป็นใยเส้นฝอยๆ จากนั้นก็ปิดแนวตอกด้วยชันเหนียว ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้คือ (ผงชัน น้ำมันยาง ปูนแดง) มาผสมกันกวนให้เหนียว ติดเสร็จแล้วตากให้ชันแห้ง 1 สัปดาห์ จึงทาสีเอาลงน้ำ นำส่งให้ช่างเครื่องตั้งเครื่องต่อไป เรือลำหนึ่งจะใช้เวลา 3 เดือน จึงจะแล้วเสร็จ
แม่น้ำระยอง ถ้าเป็นท่อนสั้นก็จะใส่เกวียนมาลงที่ท่าน้ำตรงข้ามกับอู่ต่อเรือ
            การวางรูปทรงเรือ ผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดความยาว ความกว้างของเรือและเครื่องจักรที่จะใช้ ช่างจะเป็นผู้ทำหน้าที่วางแบบกง อันเป็นส่วนหลักของโครงร่างเรือเรียงกันจากหัวจรดท้าย แล้วเลื่อยไม้เป็นกงทุกตัวจนครบ นำไปตั้งบนกระดูกงู เมื่อฤกษ์ยามดีจึงทำพิธีตั้งโขน ซึ่งเป็นประเพณีสำหรับการต่อเรือทุกลำ เมื่อตั้งโขน กง และส่วนท้ายของเรือเสร็จจึงขึ้นไม้เปลือกเรือ ช่างจะแต่งรูปทรงเรือให้สวยงามตามความนิยมและความชำนาญ อันเป็นเอกลักษณ์ของช่างแต่ละคน การแต่งรูปเรือให้ได้ตามรูปทรงที่ต้องการ ช่างจะระวังสัดส่วนความสมดุล ระหว่างกราบซ้ายกราบขวา เพื่อรักษาศูนย์ถ่วงของเรือให้ดี สุดท้ายจึงขึ้นเครื่องบนและเก๋งซึ่งจะกำหนดขนาด ตามความต้องการและตามลักษณะของการใช้งาน เช่น หากจะใช้ที่เก็บปลาที่จับได้มาก ๆ ก็จะเว้นที่ทำเป็นระวางบรรทุกมากกว่าเก๋งเรือ แต่อย่างน้อยเก๋งเรือทุกลำต้องมีที่สำหรับเป็นที่พักของลูกเรืออย่างเพียงพอ และขนาดของเก๋งเรือต้องคลุมห้องเครื่องได้ทั้งหมด”

พิธีกรรมและความเชื่อของชาวเรือ
          ความเชื่อและพิธีกรรมของชาวเรือ ในแต่ละท้องถิ่นอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะมีความเชื่อมากหรือเชื่อน้อยขึ้นอยู่แต่ละบุคคล ในอดีตจะมีตำราที่เกี่ยวข้องกับชาวเรือ อาทิเช่น ก่อนจะมีการตัดไม้ตะเคียนจะต้องทำพิธีขออนุญาต เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องทำขวัญ ได้มีผู้แต่งบทกล่อมนางตะเคียนไว้ 3 บท ดังนี้
           “โอ้ระเห่ย จะกล่าวถึงนางตะเคียนต้นใหญ่ แรกขึ้นสามใบเทวดาเข้าสิงสู่ ผีสางเข้าอยู่เป็น
ที่พำนักอาศัย อายุของนางไม้ยืนได้พันปี โตใหญ่ยาวรีสูงสุดลูกตา กิ่งเล็กกิ่งน้อย แตกเป็นสร้อยสาขา กิ่งก้านเจ้ารานโรนโอนอ่อนอยู่ไปมา แขกเต้า สาลิการ้องอยู่ก้องเสียงใส ข้าท่านกล่าวได้แต่เพียงเท่านั้นเจ้าพ่อนา
           โอ้ระเห่ย วันนี้พรานที่จะเดินไพร แลเห็นแต่ไกล ไม้จะเป็นมาดเรือ เอาเนื้อความไปทูลเล่า กับท่านท้าวเมืองเหนือ ไม้จะเป็นมาดเรือ คบตะเคียนสาขา ใครเอ๋ยจะไปตัด ให้ยกบัตรทั้งซ้ายขวา ข้าวเหล้าปลาพล่า เป็นเครื่องกระยามุนี อารักษ์ฝูงผีมาไปด้วยกัน ครั้นเซ่นแล้วเสร็จสรรพจับเอาขวานขึ้นฟัน ล้มลงทั้งนั้นสะเทื้อนสะท้านพระธรณี อารักษ์ฝูงผี ก็วิ่งกระจัดพลัดพราย บ้างก็เข้าทอนต้น บ้างก็เข้าทอนปลาย เก็บวัวเก็บควาย ชักลากเอาลงมา มาถึงตีนท่า พากันมาแลดู ขุนพิโรธช่างแต่ง แปลงเป็นเรือกระหมวดยา พู่ผ้าไหมกรอง ให้ชื่อแม่ทองผ่านฟ้า ขี่ไปให้เหมือนม้า ขี่มาให้เหมือนลม ไปไหนก็มีแต่คนชม สมใจพ่อนา
            โอ้ระเห่ย วันนี้จะเย็บบายศรีทั้งซ้ายขวา ล้วนแต่พวกนางฟ้า ลงมาทำขวัญ แสงเงินขึ้นเรืองรอง แสงทองก็ขึ้นมาเรียงร้น ผ้าม่านลายกนก ผ้ายกและเครือวัลย์ นางฟ้าบูชาขวัญ แต่เพียงเท่านั้นเจ้าพ่อนา ฯ”

ความเชื่อของชาวเรือ
           ในอดีตหรือในปัจจุบันชาวเรือบางท่าน ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมและความเชื่อทางไสยศาสตร์เพื่อให้ตนเองมีความปลอดภัยและทำมาค้าคล่อง จึงขอคัดตำราโบราณมานำเสนอเพื่อที่ท่านที่สนใจได้รับทราบไว้บ้าง ดังต่อไปนี้

วันซื้อเรือ
            เมื่อจะซื้อเรือให้พิจารณาดูวันที่มีคนมาบอกข่าว ว่าตรงกับวันอะไรแล้วจึงพิจารณาดูว่าจะควรซื้อหรือไม่ ถ้ามีคนมาบอกตามวันต่อไปนี้
วันอาทิตย์ เรือนั้นมิดชิด ทั่วทุกประการ อย่าได้ซื้อไว้ จะมีภัยรำคาญ เร่าร้อนโศกศัลย์ฯ
วันจันทร์ เรือนั้นโฉมตรู เจ้าชู้เหลือหลาย ขี่ซื้อขี่ขาย ไปแห่งใด ๆ มีลาภทุกประการฯ
วันอังคาร เรือนั้นจะผลาญทรัพย์สิน ฉิบหายไปสิ้น มีข้าข้าหนี มีลูกลูกตาย แม้ชีวิตก็จะปลิดปลงฯ
วันพุธ เรือนั้นมุดคุดปลาย แร้งทำรังเป็นไส้งูเหลือม ไฟไหม้กลางต้น ดูให้ชอบกล อย่าซื้อเอาไว้ฯ
วันพฤหัสบดี เรือนั้นสัดทัด มีตาหลุบหลู่ ขี่ซื้อขี่ขาย กำไรพรั่งพรู เจ้าชู้เสน่หาฯ
วันศุกร์ ซื้อไว้หายทุกข์ มีสุขสำราญ ชั่วลูกชั่วหลาน ให้เร่งซื้อเอาฯ
วันเสาร์ หัวกุดท้ายเน่าเป็นสาธารณ์ ชอบแต่ขุนนางขี่ตามเสด็จ จะได้บำเหน็จประทาน เสื้อผ้าแพรพรรณ อันงามโสภาฯ
ฤกษ์ลงอยู่เรือ

เมื่อจะลงอยู่เรือที่ซื้อใหม่ ให้หาเดือนที่เป็นมงคลเป็นโชคดังนี้
1. ลงอยู่เรือเดือนอ้าย ไม่ดีตัวจะตาย จะเสียทรัพย์สิ่งของ
2. ลงอยู่เรือเดือนยี่ จะมีสมบัติมาก อายุจะยืนยาวนาน
3. ลงอยู่เรือเดือนสาม ไฟจะไหม้วู่วาม เกิดถ้อยเกิดความไม่ดีทุกประการ
4. ลงอยู่เรือเดือนสี่ ทุกข์ที่มีก็จะหาย เที่ยวซื้อเที่ยวขาย สวัสดีมีชัย
5. ลงอยู่เรือเดือนห้า จะร้อนอกร้อนใจ โรคภัยเบียดเบียน ไม่มีความสบาย
6. ลงอยู่เรือเดือนหก ท่านว่าดีจะมีทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของทั้งหลายมากมายเหลือล้น
7. ลงอยู่เรือเดือนเจ็ด จะต้องตาย ทรัพย์สินฉิบหาย ไม่ดีทุกประการ
8. ลงอยู่เรือเดือนแปด จะเสียสิ่งของและสัตว์ 2 เท้า 4 เท้า
9. ลงอยู่เรือเดือนเก้า ยศศักดิ์เจ้าจะยืนยง ทรัพย์สินอันจำนงยืนยาววัฒนา
10. ลงอยู่เรือเดือนสิบ จะไข้เจ็บไม่ดี ร่างกายกายี โซเซเต็มทน
11. ลงอยู่เรือเดือนสิบเอ็ด ทุกข์เท่าฟ้าก็จะมาถึงตน
12. ลงอยู่เรือเดือนสิบสอง ทรัพย์สินเงินทองไหลมาเทมา จงเร่งอยู่เถิดประเสริฐนักแล

วิธีเซ่นหัวเรือ
           หัวเรือเป็นที่สิงสถิตของสิริมงคล ฉะนั้นจึงมีของเซ่นไหว้เป็นประจำหรือเมื่อซ่อมเรือใหม่ หรือจะออกเรือไปค้าขาย ท่านให้ปฏิบัติดังนี้
           ปูผ้าขาวที่ดาดฟ้าหัวเรือใกล้กับแอก วางบายศรีปากชาม 1 สำรับ ไข่ต้ม 1 ฟอง ขนมต้มแดงต้มขาว กล้วย อ้อย มะพร้าวอ่อน แป้ง น้ำมันหอม
           จุดธูปเทียนปักที่หัวเรือ แล้วกล่าวบูชาด้วยคาถา “โอม มหารุกขัง สูปพยัญชนัง ปริภุนชติ มหาภัง ปิยังมามะ” (ว่า 3 จบ)
           เมื่อกล่าวบูชาจบแล้ว ให้เจิมของหอม ทำน้ำมนต์ด้วยคาถาสิโรเมและสัพพะพุทธาฯ เวลาจะพรมน้ำมนต์ที่หัวเรือ ให้ว่าคาถาดังนี้ “สีสังนาวัง อุปัชชะติฯ” เมื่อพรมน้ำมนต์ที่ท้ายเรือให้ว่าคาถาดังนี้ “กายะรุกขัง สัพพะลาภัง อาคัตฉายะ อาคัตฉาหิฯ”
           เมื่อเรือจะออกเดินทางให้ว่าคาถาดังนี้ “สมุทคำภีรา อะโจระภยัง คัดชะอะมุมหิ โอกาเสติ ตถาหิฯ” แล้ววักน้ำสาดหัวเรือ 3 หน จึงบ่ายหัวเรือออกเดินทางต่อไป
ตามตำราท่านว่า เมื่อจะออกเดินทางต้องทำดังกล่าวข้างต้นทุกครั้ง จะปราศจากภัยอันตราย หลีกพ้นจากหลักตอหินผาใต้ท้องน้ำ ประสบโชค ซื้อง่ายขายคล่องดีนักแล

 


อาชีพไต้เมืองแกลง

             ในสมัยโบราณเมื่อยังไม่มีตะเกียง หรือไฟฟ้าใช้ สิ่งที่ให้แสงสว่างที่สำคัญในยุคนั้นก็
คือ ไต้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกครัวเรือนจะต้องมีใช้ ถ้าขาดไต้ของคนสมัยก่อนก็จะมีสภาพเหมือนคนสมัยนี้
ขาดไฟฟ้านั่นเอง เมื่อสุนทรภู่ได้เดินทางมาเมืองแกลง พ.ศ. 2349 หรือเกือบ 200 ปีมาแล้ว ท่านได้
บรรยายเรื่องไต้ ไว้ในนิราศเมืองแกลงไว้ดังนี้

            “แวะเข้าย่านบ้านเก่าค่อยเบาใจ เขาจุดไต้ต้อนรับให้หลับนอน”
และอีกตอนหนึ่งท่านได้บรรยายไว้ว่า
                                      “จนแดดกล้ามาถึงย่านตะพง                 มีเคหาอารามงามระรื่น
                                 ด้วยพ่างพื้นไม้ไพรระหง                             ตัดกะพ้อห่อไต้ทุกไร่กง”

            นิราศเมืองแกลงถือกันว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่ทำให้รู้ถึงวิถีชีวิตของชาวระยอง และเมืองแกลงเป็นอย่างดี จากหลักฐานดังกล่าวทำให้เราทราบว่า ชาวบ้านเก่าในสมัยเกือบสองร้อยปีมาแล้วยังใช้ไต้เป็นอุปกรณ์สำคัญในการให้แสงสว่างในครัวเรือน และหลังจาก
นั้นในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสจันทบุรี พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ เรื่อง ไต้ ไว้ดังนี้
           “วิธีทำไต้ที่เมืองแกลง มี 2 อย่าง อย่างหนึ่งทำด้วยเปลือกเสม็ดมาทอนให้เท่ากับลำ
ไต้ เมื่อเห็นน้ำมันออกสีแล้ว จึงเอาใบสดฟาดปากหลุมให้ไฟดับ แล้วเอาเปลือกเสม็ดอัดไว้ใน หลุมพอสมควรทิ้งไว้สามคืน แล้วจึงไปคัดเอามาแบ่งออกพอลำไต้ ใช้ใบกะพ้อห่อนอกมัดเข้า เป็นลำอย่างนี้เรียกว่าไต้เสม็ด ไต้อีกอย่างหนึ่งนั้นเอาไม้ยางผุ ๆ มาถากให้เท่าลำไต้แล้วแช่น้ำมันยาง
บางทีก็ห่อใบกะพ้อ บางทีก็ไม่ห่อ เรียกว่าไต้คบ ทนกว่าไต้เสม็ด ได้ซื้อขายกันที่จันทบุรี ราคามัดหนึ่ง
20 ลำ 10 มัดบาท ปีหนึ่งออกจากเมืองจันทบุรีตั้งหมื่นมัดขึ้นไป”
           ปรารถนา ศรีวิศาลศักดิ์ ได้กล่าวถึงเรื่องไต้ในหนังสือความสำคัญทางเศรษฐกิจของ
จันทบุรีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้น่าสนใจดังนี้
            “ดังจะเห็นได้จากกรณีที่จีนเฮง เจ้าภาษีไต้ ชัน น้ำมันยางได้ยื่นเรื่องราวขอประมูลเงิน
ภาษีไต้ ชัน น้ำมันยาง จำนวนนี้ พ.ศ. 2435 ได้ขอเพิ่มเมืองนอกพิกัดท้องตราจากเดิมขึ้นอีก 6 เมือง
จากเดิม 12 เมือง รวมเป็น 18 เมือง กล่าวคือเพิ่มเมืองชลบุรี แกลง ตราด บางละมุง ระยองและจันทบุรีโดยให้เหตุผลว่าราษฎรใน 6 เมืองดังกล่าว ได้บรรทุกสินค้าประเภทชัน น้ำมันยาง มาจำหน่าย
ยังกรุงเทพมหานคร และยังส่งออกไปยังตลาดญวน เป็นอันมาก”
           จากหลักฐานดังกล่าวทำให้เราทราบว่า ไต้ นั้นเป็นสินค้าที่สำคัญและทำรายได้ให้แก่
ประชาชนในภาคตะวันออกเป็นจำนวนไม่น้อย นอกจากนั้นแล้ว ไต้ ยังเป็นสินค้าที่สามารถส่งไปขาย
ยังต่างประเทศได้อีกด้วย
           สำหรับแหล่งที่ผลิต ไต้ ที่สำคัญของเมืองแกลง ในอดีตนั้นจะอยู่บริเวณป่ายุบ
คลองเขต ชากนา คลองพลุ เพราะบริเวณนี้เป็นแหล่งที่มีต้นยางมาก และน้ำมันยางก็เป็นวัสดุที่สำคัญในการทำไต้
           ในสมัยนี้ ไต้ ไม่มีการทำแล้ว เนื่องจากวัสดุที่สำคัญในการทำคือ ต้นยางหมดป่าไปแล้ว และอีกอย่างในปัจจุบันกระแสไฟฟ้าสามารถส่งถึงทุกครัวเรือนแล้ว ความจำเป็นในการใช้ไต้ก็หมดลง เหลือเพียงชื่อเท่านั้น
 


เสื่อเมืองแกลง

            เสื่อเมืองแกลง นับว่าเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองแกลงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
คำว่า เสื่อเมืองแกลง นั้น ปรากฏหลักฐานเป็นครั้งแรกในหนังสือ คำให้การชาวกรุงเก่าที่ว่า
“เมือง มะแสง (เมืองพะแส ก็คือเมืองแกลง) สิ่งของที่จะต้องส่งเป็นส่วย คือ ศิลาปากนก และสิ่งของ
ต่าง ๆ ต่อไปนี้ งาช้าง ฝาง กำมะถัน ดินประสิว ผ้าขาว ผ้าแดง เสื่อต่าง ๆ ไม้แดง ไม้ดำ”
            คำว่า “ส่วย” หมายความว่า ของที่เก็บจากพื้นเมืองส่งเป็นภาคหลวงตามวิธีเก็บภาษี
อากรในสมัยโบราณ หรือเงินช่วยราชการตามที่กำหนดเรียกเก็บจากราษฎรชายที่มิได้รับราชการทหาร
เป็นรายบุคคล
              แสดงว่าการทำเสื่อนั้นคงจะทำกันมานานแล้ว อย่างน้อยก็ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในนิราศเมืองแกลง สุนทรภู่ได้กล่าวถึงการทำเสื่อไว้เมื่อ พ.ศ. 2350 ไว้ดังนี้
                           “ถึงบ้านแกลงลัดบ้านไปย่านกลาง                     เห็นฝูงนางสานเสื่อนั้นเหลือใจ
                      แต่ปากพลอดมือสอดขยุกขยิก                               จนมือหงิกงอแงไม่แบได้
                      เป็นส่วยบ้านส่งเข้ากรุงไกร                                    เด็กผู้ใหญ่ทำเป็นไม่เว้นคน”
              จากบทกลอนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คนเมืองแกลงในสมัยเกือบสองร้อยปีมาแล้วนั้น
มีความชำนาญในการสานเสื่อมาก เด็กเล็ก ผู้ใหญ่ก็สามารถสานเสื่อได้ทุกคน หลังจากนั้น อีก 70 ปี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสจันทบุรี พระองค์ได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับเสื่อ
เมืองแกลงไว้ดังนี้
            “อีกอย่างหนึ่งเสื่อกก ที่ชาวกรุงเทพเรียกว่า เสื่อกระจูดนั้นทำที่เมืองแกลง เป็นเสื่อ
ห้องบ้าง เสื่อลอดบ้าง เป็นเสื่อสำหรับส่วยอาศนา เหลือซื้อขายกันเป็นสินค้า”
             คำว่า เสื่อกก หรือเสื่อกระจูด ก็เป็นคำ ๆ เดียวกัน แล้วแต่จะเรียก วิธีการทำเสื่อกก
หรือเสื่อกระจูด นั้น ทำได้ดังนี้
            “ต้นกกหรือต้นกระจูด ต้นกลมโตขนาดหลอดกาแฟ ยาวประมาณเมตรครึ่งถึง 2 เมตรจะขึ้นอยู่ตามหนองตามบึง เช่น สำนักใหญ่ใกล้บ้านแกลง อยู่ในตำบลชากพง กับหนองยายแระ อยู่ใน
เขตตำบลบ้านกร่ำ เป็นหนองสาธารณะ พอชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ใครที่มีความชำนาญในการ
สานเสื่อก็จะชักชวนเพื่อนบ้านไปถอนกกกันที่กล่าวมาแล้ว แล้วนำเอาเกวียนโดยมีวัวควายลากเป็น
พาหนะไปใส่เอามาถึงบ้าน แล้วมีการตากย้อมด้วยแป้ง แล้วทำให้แบน มาสานเป็นเสื่อไว้ใช้ปูนอน
ตากข้าว ตากสิ่งของต่าง ๆ บางตำบลจะมีต้นคล้า ต้นกลม ๆ เหมือนกัน แต่ต้นจะโตเป็นนิ้ว ยาว 1.5
- 2 เมตร โดยต้องผ่า 4 แล้วหักเอาไส้ออก เขาเรียกว่าหักขี้ออก เมื่อหักแล้วใช้มีดขูดให้เกลี้ยง ตาก
แดดให้แห้งแล้วเก็บไว้ ว่างเมื่อไหร่ก็เอาออกมาสานเป็นเสื่อใช้ปูนั่ง ปูนอน ตากของเช่นกัน โดยมาก
ต้นคล้าจะอยู่ตามคลอง เช่น ที่ตำบลกระแสบน ในคลองกระแสเอง บ้านยุบชงโค บ้านป่ายุบ พลง
ตาเอี่ยม เป็นของสาธารณะ ส่วนเสื่อกก คนทางพลงไสว คลองชากพง บ้านกร่ำ ทำกันมากเพราะ
อยู่ใกล้ เมื่อทำได้มากจะนำมาแลกข้าวตามเพื่อนบ้านที่รู้จักกันในตำบลต่าง ๆ”
             เป็นที่น่ายินดีว่าในปัจจุบัน เสื่อกกของเมืองแกลงได้รับความสนใจจากหน่วยงาน
ราชการโดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้ช่วยเหลือชาวบ้านในเรื่องเทคนิค และวิธีการ จนทำให้
สามารถจัดตั้งเป็นกลุ่มจักสานกระจูดของตำบลชากพง และได้รับการคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่น
หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ถ้าท่านใดสนใจในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มจักสานกระจูด
โทร. 0-3864-7078

 

อาชีพปลูกยางพาราในอำเภอแกลง

            ยางพารา นับได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอแกลงอีกชนิดหนึ่งที่ทำรายได้
ให้กับชาวอำเภอแกลง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การปลูกยางพาราในประเทศไทยเริ่มปรากฏหลักฐาน
ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2443 ที่อำเภอเมืองและอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โดยขุนนางไทยเชื้อสายจีน คือ พระ
ยารัษฎานุประดิษฐ (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ได้นำเมล็ดยางพารามาทดลองปลูกเป็นครั้งแรกต่อมาในปี พ.ศ. 2451 หลวงราชไมตรี (ปูม ปุณศรี) ในฐานะกรมการพิเศษได้ริเริ่มนำยางพารามาทดลองปลูกใน
จันทบุรีเป็นคนแรก เนื่องจากเห็นว่าจันทบุรีมีลักษณะภูมิอากาศชุ่มชื้นคล้ายคลึงกันกับในคาบสมุทร
มลายูและภาคใต้ของประเทศ สวนยางพาราของหลวงราชไมตรีที่ทดลองทำเป็นแห่งแรกนี้เริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ในราวปี พ.ศ. 2458 ในระยะแรกหลวงราชไมตรีได้ทำหนังสือยื่นเรื่องราวไปถึงกรม
เพาะปลูก กระทรวงเกษตราธิการขอให้หาทางช่วยจำหน่ายยางพาราที่ผลิตได้ สวนของหลวงราช
ไมตรีขณะนั้นมีต้นยางพาราอยู่ประมาณ 20,000 ต้น แบ่งเป็นต้นที่มีขนาดเหมาะสำหรับทำยางได้
แล้วมีอยู่ประมาณ 4,000 ต้น สามารถผลิตยางออกจำหน่ายได้สัปดาห์ละ 2 หาบ หลังจากที่ได้
ดำเนินการสืบหาบริษัทรับซื้อยางพาราที่ผลิตได้จากสวนของหลวงราชไมตรี เพื่อส่งออกไปจำหน่าย
ยังตลาดต่างประเทศ ปรากฏว่ามี 2 บริษัทต่างชาติที่เสนอตัวเข้ามาช่วยจัดจำหน่ายให้ ได้แก่ห้างเบอร์
ลี่แอนโก แนะนำให้ใช้วิธีฝากขายผ่านห้างของตน โดยทางห้างจะเรียกค่าฝากขายร้อยละ 6 อีกบริษัท
หนึ่ง ได้แก่ ห้างอีสต์เอเซียติก เสนอที่จะส่งเรื่องราวไปหาผู้รับซื้อในตลาดลอนดอนให้ ท้ายสุดหลวง
ราชไมตรีได้ตกลงจำหน่ายยางพาราที่ผลิตได้ให้กับห้างอีสต์เอเซียติกในราคาหาบละ 109 – 133
เหรียญ โดยตกลงกำหนดราคาซื้อขายยางพาราตามราคาขึ้นลงในท้องตลาด
             หลังจากที่หลวงราชไมตรีได้ทดลองปลูกยางพาราจนสำเร็จแล้ว ได้มีผู้ประกอบการใน
จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียงหลายท่านได้ให้ความสนใจทำสวนยางกันมาก 1
             สำหรับประวัติความเป็นมาของการปลูกยางในอำเภอแกลงนั้น ท่านผู้ใหญ่พิน
แม่นหมาย ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า
             “หลวงพ่อโต แห่งวัดเขากะโดน เป็นคนไปเอาเมล็ดพันธุ์จากหลวงราชไมตรี
(นายปูม ปุณศรี) มาปลูกที่บริเวณวัดเขากะโน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2465 สอดคล้องกับที่ท่าน
อาจารย์วิเชียร สตาภิรมย์ ได้เล่าว่าเมื่อท่านได้ไปเป็นครูที่โรงเรียนวัดเขากะโดน เมื่อพ.ศ. 2474 นั้น บริเวณลานวัดปลูกยางเต็มไปหมดไม่มีที่ว่างเลย ยางกรีดได้แล้ว อายุต้นยางคงจะไม่ต่ำกว่า 10 ปีนับว่าวัดเขากะโดนคงจะปลูกยางเป็นแห่งแรกในอำเภอแกลง โดยพระครูนิวาสธรรมสาร (หลวงพ่อโต) เจ้าอาวาส เอามาจากสวนยางของหลวงราชไมตรี”
               คงพอสรุปได้ว่าบุคคลที่นำต้นยางมาปลูกในอำเภอแกลง หรือในจังหวัดระยอง เป็น
คนแรกก็คือ พระครูนิวาสธรรมสาร มาปลูกบริเวณวัดเขากะโดน ประมาณปี พ.ศ. 2465 หรือเมื่อ
81 ปีมาแล้ว
               หลังจากที่ท่านพระครูธรรมสาร ได้นำยางมาปลูกที่วัดแล้ว ปรากฏว่ามีท่านอื่น ๆ อีก
ที่สนใจก็ได้มีการไปขอพันธุ์ยางจากนายปูม ปุณศรี มาปลูกในพื้นที่อำเภอแกลงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมี
การปลูกต้นยางแล้ว ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะสามารถกรีดยางได้ เมื่อกรีดได้น้ำยางแล้ว ขั้นตอน
ต่อไปก็คือการนำน้ำยางที่ได้นั้นมาทำเป็นแผ่น ท่านผู้ใหญ่พิน ได้เล่าขั้นตอนนี้ให้ฟังน่าสนใจมาก ดังนี้
               “การผลิตยางแผ่นสมัยก่อนทำยากมาก เนื่องจากประชาชนยังไม่เข้าใจถึงกรรมวิธี
เมื่อกรีดยางเก็บน้ำยางมาแล้ว ก็เอาปี๊บน้ำมันก๊าดมาผ่าสองหล่อน้ำยางใช้สารส้ม ใบชะมวง เปลือก
สับปะรด เอามาแช่น้ำผสมกัน แล้วเอาน้ำผสมน้ำยางกวนให้เข้ากันเพื่อให้ยางกอก การรีดยางก็เช่นกัน
ต้องไปเลื่อยไม้เนื้อแข็งเช่นไม้กะบก เลื่อยให้ไม้หน้าใหญ่เท่าแผ่นยางแล้วใช้ เลื่อยหยักเป็นตาข้าวหลาม
ตัดเล็ก ๆ ปักเสาสองต้น เอาไม้ทำเป็นคานดามต้นเสาสองข้าง เอา แผ่นกระดานที่หยักแล้วหงาย 1
แผ่น แล้วเอายางที่พอกอกตัวไปวางบนแผ่นไม้ แล้วเอาอีกแผ่น 1 คว่ำ มีกระดานทับอีก 1 อัน ใช้ลิ่ม
ตอกให้ไม้แบบรีดยางให้น้ำแห้ง เพื่อตากแดดให้แห้งต่อไป ยาง 10 แผ่น ต้องใช้เวลาในการรีด
เป็นแผ่น ต้องใช้เวลาครึ่งวัน เมื่อตากแดดพอแห้งแล้วก็รมควัน การรมควันสมัยก่อน ไม่มีเตารมเหมือน
เดี๋ยวนี้ ใช้ไม้มาก่อไฟให้ลุก แล้วแขวนยางเป็นชั้น 2 หรือ 3 ชั้น ชั้นล่างสุดต้องคอยใส่ไฟทั้งวันทั้งคืน 3
- 4 วัน เก็บส่งกรุงเทพฯ เป็นประจำ บ้านเจ๊กยาฉุนที่เกิดไฟไหม้บ้านก็เนื่องจากเตารมยาง ขณะเกิดไฟ
ไหม้ตอนเช้ามืด คนในบ้านไปตัดยางกันหมด เหลือคนแก่กับเด็ก เด็กถูกไฟคลอกตาย คนแก่สองคนก็ได้รับบาดเจ็บ แล้วก็ตายในเวลาต่อมา
                คนที่กรีดยางคนแรก คือ นายฟั่น ชลเสถียร, นายบาน ชะลอ, นายทา มั่งคั่ง,
นางทอ ฉายาชวลิต”
                 อีกท่านหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขยายพันธุ์ของยางพาราในอำเภอแกลง ท่านนั้น
ก็คือ ท่านกำนันสงั่น งามละเมียด ท่านได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า
                 “การส่งเสริมอาชีพได้เริ่มแต่ พ.ศ. 2497 โดยเห็นว่าราษฎรปลูกยางกันมากขึ้นแต่
เป็นยางพันธุ์ธรรมดา จึงได้ติดต่อกับพนักงานยาง เพื่อหาข้อมูลเรื่องยางพันธุ์ดี กับยางพันธุ์ธรรมดาให้ผลแตกต่างกันมาก ยางพันธุ์ธรรมดาจะให้น้ำยางไร่ละ 1.5 กก. แต่ยางพันธุ์ดีจะให้น้ำยางไร่ละ 3 กก. แต่ตอนนั้นมีเมล็ดยางพันธุ์ ยังไม่มีตอติดขาย ข้าพเจ้าจึงได้แจ้งแก่ผู้มีความประสงค์จะปลูกยาง
ก็มีติดต่อ 15 ราย ได้สั่งเมล็ดยางมา 15,000 เม็ด ในเดือนพฤษภาคม 2497 ก็ได้เมล็ดพันธุ์มา ก็แจก
จ่ายไปตามที่ราษฎรขอมา ขึ้นปีต่อไปก็ขออีก ขออยู่ 2 ปี ปีที่ 3 เขาบอกว่าพันธุ์ดีกว่าเดิม เป็นพันธุ์ 6.00 แต่เดิมเป็นพันธุ์ ปีที่ 1 ปีที่ 3 จึงขอเมล็ดพันธุ์ 6.00 มาอีก 1 ครั้ง ต่อมาก็มีการขยายพันธุ์กันเอง
ส่วนข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือพิมพ์พบทางปักษ์ใต้ของเขากรีดยางได้ต้นละ 2 ขวดแม่โขง อยากได้จึงคุยกับเจ๊กยาฉุน มีสวนอยู่ใกล้ ๆ กัน จึงให้เจ๊กยาฉุนติดต่อไปทางปักษ์ใต้ ได้ท่อนพันธุ์มา 10 ท่อน ๆ ละ 200 บาท ข้าพเจ้าเอามา 2 ท่อน เหลือ 8 ท่อน ให้เจ๊กยาฉุนไปทำการติดตาแล้วขยายพันธุ์เอง”
                 ปรากฎว่าหลังจากนั้นจำนวนการปลูกยางก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะเห็นได้จากรายงาน
ประจำปีของแผนกกสิกรรม อำเภอแกลง ได้รายงานประจำปี พ.ศ. 2502 ไว้ดังนี้
                 “การทำสวนยางปลูกในเนื้อที่ 4,568 ไร่ ได้ยางปีละ 525 ตัน ได้แนะนำให้ราษฎร
ปลูกยางพันธุ์ดี โดยได้ช่วยเหลือติดต่อขอเมล็ดยางมาขายให้ในราคาทุน จำนวน 19,000 เม็ด ยาง
ติดตา 500 ต้น”
                  ในปัจจุบันการปลูกยางพาราในอำเภอแกลง นับว่าเป็นอาชีพที่สำคัญ และทำรายได้
เป็นจำนวนถึงปีละหลายล้านบาท และมีการปลูกยางอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 226,915 ไร่

 

 

การปลูกพริกไทย

            พริกไทย นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่งของชาวอำเภอแกลงในอดีต แต่
ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยจะมีใครได้ปลูกพริกไทยกันมากนัก ประวัติความเป็นมาของการปลูกพริกไทย พอเป็น
สังเขปดังนี้
            พริกไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จันทบุรีและทุ่งใหญ่ (จังหวัดตราดในปัจจุบัน)
เป็นแหล่งผลิตพริกไทยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสยาม คิดเป็นปริมาณ 2 ใน 3 ของจำนวนพริกไทยทั้ง
หมดที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยแบ่งเป็นพริกไทยดำ 70,000 หาบ พริกไทยขาว 250 หาบ
ต่อปี นอกจากนี้พริกไทยที่ผลิตได้ในเมืองจันทบุรียังเป็นพริกไทยคุณภาพดี มีกลิ่นหอมฉุนและเป็นที่
ต้องการของพ่อค้าทั่วไป ในระหว่างปี พ.ศ. 2364 - 2365 ผลผลิตพริกไทยโดยรวมภายในประเทศรวม
ทั้งสิ้น 70,000 หาบ เป็นพริกไทยที่ผลิตได้จากจันทบุรี 20,000 หาบ ที่เหลือเป็นพริกไทยที่ผลิตได้จาก
หัวเมืองแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกอื่น ๆ เช่น ระยอง ตราด และหัวเมืองทางภาคใต้ จากข้อมูลปริมาณ
พริกไทยที่ผลิตได้จากจันทบุรีในช่วงดังกล่าว สามารถนำมาคำนวณหาพื้นที่เพาะปลูกพริกไทยของ
จันทบุรีในขณะนั้นว่ามีประมาณ 1,000 ไร่
             ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นข้อมูลการปลูกพริกไทย ของจังหวัดจันทบุรี ในสมัยรัชกาลที่
2 สำหรับการปลูกพริกไทยของเมืองแกลงไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าปลูกกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สันนิษฐาน
ว่าคงจะมีการปลูกกันมาพร้อม ๆ กับจังหวัดจันทบุรี ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัว ได้เสด็จประพาสจันทบุรี เมื่อ พ.ศ. 2417 นั้น พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับการปลูก
พริกไทยในเมืองแกลงไว้ ดังนี้
             “ถ้าไม่มีที่ลำธารเหมือนที่เมืองจันทบุรี และเมืองขลุงก็ได้ อาศัยไขน้ำมาจากลำธาร
ไม่ต้องไปตักน้ำไกล ลำบากมาก แลการที่จะไขน้ำดูทำนองก็คล้ายกันกับไขน้ำล้างดีบุกที่ภูเก็ต แต่
ที่ไม่มีธารเหมือนที่แกลงนั้น ต้องขุดบ่อตักน้ำใช้ลำบากหน่อยหนึ่ง พริกไทยจึงน้ำกว่าที่จันทบุรี
และเมืองขลุง”
             แสดงว่าใน พ.ศ. 2417 เมืองแกลงได้มีการปลูกพริกไทยในเมืองแกลงแล้วในปี
พ.ศ. 2437 พระยาชลยุทธ์โยธิน ได้มาตรวจราชการหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก และได้มาตรวจ
ราชการที่เมืองแกลงด้วย ท่านได้บันทึกเอาไว้ว่า
            “สินค้าออกจากเมืองแกลง คือ ข้าว ไม้แดง พริกไทย น้ำมันยาง ไม้ และสิ่งของ
เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วเป็นต้น”
            จากหลักฐานดังกล่าว แสดงว่า ได้มีการปลูกพริกไทยในเมืองแกลง เป็นจำนวนมาก
จนสามารถส่งเป็นสินค้าออกได้
            วิธีการปลูกพริกไทย มีความยากง่ายอย่างไร ท่านอาจารย์สุวิทย์ ปาลสุทธิ์ ในฐานะ
ที่ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีอาชีพในการปลูกพริกไทยมาก่อน ท่านได้บันทึกการปลูกพริกไทยไว้ ดังนี้
            “สมัยโน้นการทำสวนพริกไทย เป็นอาชีพที่ได้เงินดีกว่าอย่างอื่น ๆ ใครที่มีพริกไทย
มาก ๆ คนนั้นถือว่าร่ำรวย มีเงินมีทองใช้ แต่ว่าการทำสวนพริกไทยนั้นมีน้อยกว่าอาชีพอื่น ๆ เพราะ
ต้องลงทุนมาก และเหน็ดเหนื่อยงานก็มาก ดังนั้นต้องเป็นคนที่มีเงินลงทุนจึงจะทำได้ หรือยอมเหนื่อย
ทำไปทีละน้อย ๆ ก่อน ขั้นแรกจะต้องหาที่เปิดใหม่ค่อนข้างสูงหน่อย ระบายน้ำได้ ที่ต่ำปลูกไม่ได้แฉะ
ตาย เมื่อได้ที่ดินแล้วต้องขุดหัวตอไม้ขึ้นไปให้หมด แล้วขุดดินติด ๆ กันให้ลึกประมาณ 50 ซม. เกลี่ย
ให้เสมอ ใช้เชือกขึงเส้นตรง ปักละมบให้ห่างกันต้นละ 2 เมตร เป็นตาราง 4 เหลี่ยมด้านเท่า ขุดหลุม
ลึก 60 ซม. ปักค้างพริกไทยกลบดินให้แน่น ค้างพริกต้องเป็นไม้เนื้อแข็งทนมาก ๆ เช่น ไม้กันเกราหรือ
ไม้ที่ชาวบ้านเรียกว่าไม้ตะเกรา เสาหลักให้พริกไทยเกาะนี้เรียกว่า ค้างพริก ยาวต้นละประมาณ 3 เมตร
โตวัดโดยรอบประมาณ 40 ซม. ขุดหลุมปลูก หลุมละ 2 ยอด รดน้ำให้ชุ่ม ตัดใบหวายโสมหรือใบปรงมา
ปักหลุมให้รอบกันแดด เมื่อเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะต้นพริกยาวขึ้นต้องมัดเป็นเปลาะ ๆ ช่วยให้
รากเกาะแน่น และต้องมัดผูกจนสูงสุดค้างเชือกที่ใช้มัดเขาต้องใช้เปลือกละโมก ละโมกเป็นต้นไม้ในป่า
ต้องลอกเปลือกเป็นมัด ๆ ยาวประมาณ 2 เมตร เอามาลอกออกเป็นแผ่นบาง ๆ เป็นเชือกเหนียวดี
ที่โคนค้างพริกไทยต้องโกยดินรอบ ๆ มาเป็นขอบให้เป็นหลุมเพื่อรดน้ำ หน้าแล้งต้องรดน้ำตลอดเวลา
เรื่องรดน้ำเป็นงานใหญ่หนักแรงมาก ต้องขุดบ่อขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าลึก ๆ ให้มีน้ำพอใช้ใน
หน้าแล้ง บ่อนี้ขุดไว้ใกล้ ๆ สวน เรื่องหาบน้ำรดพริกนี้เป็นงานสำคัญ และหนักมาก เมื่อขุดบ่อแล้วต้องมีบันไดพาดยันถึงก้นบ่อยาวหลายเมตร ไม้บันไดต้องเป็นไม้เนื้อแข็งทนทานมาก เช่น ไม้กันเกรา หรือที่
ชาวสวนเรียกว่าไม้ตะเกรา ค้างพริกไทยเก่า ๆ อายุตั้ง 80 ปีกว่าข้าพเจ้าเก็บเอามาใช้บางท่อนพอฟัน
เอาไปนิดเดียวเนื้อยังสดอยู่ อีกข้อหนึ่งของภาษาชาวสวนมักจะเรียกว่าพริก เฉย ๆ ไม่มีคำว่าไทย เช่น
คำว่า ค้างพริก แขกเก็บพริก เป็นต้น บันไดที่ว่านั้นเขาฟันหยักเป็นขั้น ๆ ให้เหยียบได้ถนัด การหาบน้ำ
ต้องใช้ครุใหญ่สานด้วยไม้ไผ่ยาด้วยชันผสมน้ำมันยาง (เรื่องน้ำมันยางจะเล่าให้ฟังตอนเข้าไปทำมาหา
กินในป่าใหญ่) ครุลูกหนึ่ง ๆ จุน้ำได้ 1 ปี๊บ หรือมากกว่าปี๊บก็มี ไม้คานก็ต้องใหญ่ตามและเป็นไม้เนื้อ
แข็งทั้งเหนียวด้วย เช่น ไม้พะวา เขาต้องลุกขึ้นไปหาบกันตั้งแต่หัวดึกถึง ตี 2 ตี 3 ไต่บันไดบ่อลงไป
ตั้งสิบ ๆ ขั้น พอถึงน้ำก็กลับหันหน้าขึ้นก้มลงจ้วงน้ำเต็มครุไต่ขึ้นบันได เดินเข้าไปในสวนเทน้ำลงครั้ง
ละครุ ไต่บันไดขึ้น ๆ ลง ๆ จนกว่าจะหมด บางครั้งเดือนมืดต้องจุดไต้ไว้ปากบ่อ เวลาเหนื่อยก็หยุด
พัก ท่านลองคิดดูซิว่าครุ 2 ลูกใหญ่ ๆ จุน้ำเต็มหนักสักเท่าไรเวลาไต่ขึ้นบันไดเป็นสิบ ๆ ขั้น กว่าจะ
ถึงปากบ่อจะหนักสักเท่าไร แล้วต้องไต่ขึ้น ไต่ลงเป็นร้อย ๆ ครั้ง จะเมื่อยล้าสักเท่าไร ข้าพเจ้าจึงว่า
งานนี้เป็นงานหนักมาก คนไม่แข็งแรงจริง ๆ ทำไม่ไหว เมื่อหนุ่ม ๆ ข้าพเจ้าได้ลองแล้วทำไม่ไหวเท่าไร
ต้องยอมแพ้สู้ไม่ไหว สมัยโน้นเครื่องสูบน้ำก็ไม่มี ไม่มีคนรู้จักลืมบอกไปว่ารอบ ๆ สวน 4 ด้าน ต้องขุดรู
ระบายน้ำไว้ด้วย หน้าฝนตกมาก ๆ น้ำไหลเจิ่งต้องระบายเป็นคูออกไปสู่ที่ต่ำไกล ๆ จนถึงที่ลุ่มต่ำในคู
มีน้ำไหลตลอดถึงกัน มีปลาต่าง ๆ ว่ายมาเข้าบ่อได้เพราะน้ำล้นบ่อ ต้องขุดดินปากบ่อบางลูกเป็น
ช่องน้ำไหลถึงกัน อีกอย่างหนึ่งพริกไทยพุ่มหนึ่ง ๆ ภาษาชาวสวนเขาเรียก พริกค้างหนึ่ง ไม่เรียก
ว่าพริกไทยค้างหนึ่ง
            ต่อไปนี้ก็ถึงเรื่องใส่ปุ๋ย เมื่อพริกไทยโตจนมีอายุเก็บผลได้ต้องใส่ปุ๋ยทุกปี ปุ๋ยที่ใส่ก็คือ
ขี้ควายต้องซื้อให้เขาเข็นมาให้ ต้องเป็นขี้ควายเก่า ๆ วิธีใส่ก็คือ ขุดหลุมใหญ่ ๆ ค้างละ 2 หลุมตรงกัน
ข้าม หาบมาใส่หลุมละ 1 บุ้งกี๋ ปุ๋ยอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ปุ๋ยดินเผาต้องตัดต้นไม้เล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ สวน
ทั้งต้นทั้งใบเป็นหอบใหญ่ ๆ แล้วมัดด้วยต้นเร่วให้แน่น เป็นมัด ๆ หลาย ๆ มัด ตากแดดทิ้งไว้อย่างนี้
เรียกว่า ลูกไม้ ต่อมาก็เอามัดต่าง ๆ เหล่านั้นมากองทับกันเป็นกองใหญ่ ๆ ขุดเอาผิวดินรอบ ๆ นั้น
เททับลงมาให้มากแล้วจุดไฟรอบ ๆ ไฟจะติดคุกรุ่นข้ามวันข้ามคืนเผาให้ดินสุก ต้องใช้คราดเหล็กเขี่ย
ดินรอบ ๆ กองดินเผารอบ ๆ จนไฟไหม้หมดกอง ดินที่เผาปนกับขี้เถ้านี้จะเป็นสีดำ ๆ เมื่อติดไฟหรือ
ยังใหม่อยู่จะหอมกรุ่นน่ากิน ปุ๋ยอย่างที่ 3 ก็คือไปขุดหน้าดินในป่าข้าง ๆ สวนมาใส่ทับถมลงไป
พริกไทยเป็นพืชที่ชอบดินใหม่ ๆ จึงต้องเติมให้บ่อย ๆ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์สมัยโน้นไม่มีเลย ไม่มีคนรู้จัก ปุ๋ยแอมโมเนีย เป็นปุ๋ยที่มีขายเป็นครั้งแรก ๆ ต่อมาอีกหลายปีแต่ทางเคมีปุ๋ยนี้ก็มีแต่ไนโตรเจนเหมาะแต่พวกผักกินใบต่าง ๆ เอาไปใส่พริกไทยได้แต่ไม่งามเพราะไม่ครบสูตร เอน.พี.เค. งานสวนพริกไทย ยัง
ไม่หมดเรื่อง ต่อมาก็คือ พอฝนแรงจะเข้าฤดูหนาว ดินแข็งเขาต้องพรวนดินให้ร่วนทั้งสวนเพื่อให้ดิน
อุ้มน้ำไว้ได้นาน ๆ ถูกตามหลักเกษตรศาสตร์ วิธีขุดต้องใช้ตี๋ตะขุด ตี๋ตะนั้นมีลักษณะเหมือนคราด แต่มี
ซี่เพียง 4 ซี่ใหญ่ ๆ ยาวประมาณซี่ละ 25 ซม. ขุดแล้วต้องตีดินให้แตกเกลี่ยหน้าดินให้เสมอหลุมที่ขังน้ำ
โคนค้าง ฤดูแล้งก็ต้องมีอยู่ตามเดิม เรื่องต่อมาก็คือตัดแต่ง พริกไทยนั้นนาน ๆ ปีเข้าก็จะมีแขนง กิ่ง
ก้านออกมามากเกินไป แขนงกิ่งก้านนี้ภาษาชาวสวนเขาเรียกว่า ปราง ถ้ามีปรางแน่นกันมากก็จะออก
ดอกออกลูกน้อยไปเหมือนผลไม้ จึงต้องมีการตัดแต่ง เอากิ่งไม่ดีออกเสียบ้างให้แลโปร่ง โดยใช้มีด
ตัดมีดนั้นเล่มเล็ก ๆ ต้องลับให้คม มีหางงอนเจาะรูไว้ที่ปลายหางงอน จึงเรียกว่ามีดหางป่อง รูที่เจาะ
ร้อยเชือกเป็นห่วงวงกลมพอคล้องมือไว้กันมีดตก
             ตอนที่พริกไทยออกดอกในต้นฤดูฝน ดอกพริกไทยเป็นรวงยาว ในระยะนี้จะมีหนอนมากัดกินดอกพริกไทย หนอนชนิดนี้ตัวแบน ๆ สีดำ ๆ ยาวประมาณครึ่งซม.กว่า ๆ ไม่เหมือนกับหนอน
ธรรมดาทั่ว ๆ ไป ถ้าทิ้งไว้จะเสียหายมาก จึงต้องมีการกำจัดหนอนกันเป็นพิธีใหญ่โตมาก เจ้าของสวน
จะต้องไปซื้อยาสูบที่หั่นเป็นเส้น ๆ ชนิดยาฉุนมาเป็นร้อย ๆ แผง กับไปซื้อหัวตะเพียดมาไว้มาก ๆ หัว
ตะเพียดนั้นเป็นรากของพืชล้มลุกชนิดหนึ่งหัวเป็นพวง ๆ ยาว เหมือนหัวสามสิบมีคุณสมบัติเยื่อเมา
งานกำจัดหนอนนี้ภาษาชาวบ้านสวนเขาเรียกว่าพ่นพริก สวนไหนจะพ่นพริกต้องนัดกันทยอย ๆ ไปให้
ชาวสวนด้วยกันรู้ล่วงหน้า เพราะการพ่นพริกต้องมาช่วยกันหลาย ๆ คนจึงจะทำได้ ตอนหัวค่ำจะเอา
ยาสูบมาคนละอัน เป็นสูบทองเหลือง รูโตปลายข้างหนึ่งเจาะรูไว้ด้านสูบที่ปลายนั้นไว้ด้วยผ้าให้แน่น
หลายรอบ ต่างคนต่างตักน้ำยาหิ้วไปพ่น วิธีพ่นสูบน้ำยาเต็มกระบอกแล้วพ่นตั้งแต่โคนค้างขึ้นไปสุดปลายค้าง ครั้งเดียวเร็ว ๆ น้ำยาจะ ออกจนเปียกโชกไหลย้อยลงมา เปลืองน้ำยามากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสูบสมัยใหม่ การพ่นต้องพ่นให้เสร็จในครึ่งวัน หยุดพักล้างหน้าล้างตากันเสร็จกินข้าวกลางวัน
กัน อยากจะเล่าว่าอาหารมื้อกลางวันของแขกพ่นพริกนี้เป็นอาหารมื้อพิเศษจริง ๆ เพราะได้บอกไว้แล้วว่า พริกไทยเป็นตัวเงินตัวทอง เขามีทั้งเป็ดทั้งไก่ทั้งหมู พร้อมด้วยเหล้าขาวแดงมากมาย กินกันให้สมฐานะสมเหนื่อย สมน้ำสมเนื้อจริง ๆ
             เรื่องต่าง ๆ เล่ามาให้ฟังหมด เหลือแต่ตอนสุดท้าย เก็บพริกมาขายเอาเงินเข้ากระเป๋า
เมื่อพริกไทยแก่ ตอนหน้าแล้งมีบางรวงสุกปนอยู่บ้างก็เรียกว่าแก่จัดเก็บได้ ตอนล่าง ๆ ยังต่ำอยู่ก็ยืน
เก็บตอนบนสูงขึ้นไปเก็บไม่ถึงก็ต้องขึ้นม้า ม้านั้นทำด้วยไม้ 4 ขา ตอนล่างกางออกตอนบนเรียวขึ้นไป
ข้างบน มีเป็นแป้นนั่งได้ ข้าง ๆ 4 ข้างม้ามีเป็นลูกบันไดขึ้นลงได้ เลือกเก็บแต่รวงสุก ๆ เหลือง ๆ หรือ
ที่แก่จัด ๆ ที่เหลือทิ้งไว้ระยะหนึ่งก็แก่สุกจึงเก็บอีกเป็นคราว ๆ จนหมด ภาชนะที่รองรับเรียกว่ากระบุง นั้นสานด้วยหวายมีขอบมีก้นขัดด้วยไม้แน่นหนา คนที่มีพริกไทยมากต้องจ้างแขกมาเก็บ กลางวันต้อง
เลี้ยงข้าวเขามื้อหนึ่ง แขกเก็บพริกมีแต่ผู้หญิงไม่เคยมีผู้ชาย เมื่อเก็บมาแล้วก็เอาไปตากแดดในลานซีเมนต์หรือลานดินที่ทุบดินไว้แข็ง ตากแดดพอหมาด ๆ ตอนกลางคืนก็ใช้ไม้ทุบเบา ๆ ให้เมล็ดร่วงร่อนด้วยตะแกรงคัดกากออก แยกออกตากแดดจนแห้งจึงเก็บเข้ากระสอบมัดปากเก็บไว้ พริกไทยนี้เรียก พริกไทยดำ (การทำพริกไทยขาวต้องแช่น้ำเอาเปลือกออก ไม่มีใครทำ มีทำแต่ที่จันทบุรี) การขายมี
พ่อค้ามาซื้อถึงบ้าน น้ำหนักขายเป็นหาบ ๆ หนึ่งหนัก 60 ก.ก. เทียบกับปัจจุบัน ชั่งด้วยคันชั่งขนาดใหญ่
มีลูกตุ้มเหมือนคันชั่งขนาดเล็กสมัยก่อนที่มีมาตราว่า 16 ตำลึงเป็น 1 ชั่ง 50 ชั่งเป็น 1 หาบ ถ้าเป็น
มาตราเงินก็ว่าชั่งหนึ่งเท่ากับ 80 บาท ราคาซื้อขายก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ราคาอย่างต่ำสุด 20 บาท ขึ้นไปเป็น
50 - 40 ก็มี อย่างสูงสุดเคยมีถึงหาบละ 80 บาท ร่ำรวยไปตาม ๆ กัน ค่าเก็บพริกตกถึงวันละ 15 ถึง 20 สตางค์ เคยจำได้ว่าพ่อค้าเขาจ่ายให้เป็นเงินบาททั้งนั้นเต็มขันบุ คือ ขันขนาดใหญ่ยกเกือบไม่ขึ้น
            ในปี 2474 เป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดในโลกทั่วไปหมด เงินทองหายากฝืดเคืองกัน
ทั่วไปรัฐบาลต้องทดรายจ่ายออกมากมาย พริกไทยราคาต่ำที่สุด มิหนำซ้ำยังเกิดโรคระบาดร้ายแรง
ค่อยตายไปทีละเล็กละน้อย จนหมดสิ้นเหมือนกันหมดไม่มีใครเหลือเลย ทางจันทบุรีก็มีตายเช่นกันแต่
ยังไม่ถึงหมดสิ้น เขามีปลูกมากกว่าทางอำเภอแกลงมาก เวลาผ่านมานานจนบัดนี้ทางจันทบุรีปลูก
มากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะมีนักวิชาการที่สถานีเกษตรพลิ้ว เป็นพี่เลี้ยงอยู่ในเรื่องพริกไทย
ทุกอย่าง เช่น เรื่องพันธุ์ เรื่องปุ๋ย เรื่องการบำรุงรักษาและยารักษาโรค ตลอดไปถึงเรื่องค้างพริกไทย
แต่ก่อนใช้ไม้มีราคาแพงสูงมากจนชาวสวนสู้ไม่ไหว นักวิชาการได้ทดลองเอาไม้บางอย่างมาปลูกให้
พริกไทยเกาะแทนค้างไม้ ผลสุดท้ายได้ลองใช้เสาซีเมนต์ ได้ผลมาจน บัดนี้
             ทางอำเภอแกลงตั้งแต่พริกไทยตายหมดเมื่อ 70 ปีครั้งโน้น ยังไม่มีใครปลูกอีกเลย
นอกจากปลูกไว้ใช้เองเล็ก ๆ น้อย ๆ พันธุ์จากเมืองนนท์ เอามาปลูกไม่ใคร่ตาย แต่เมล็ดน้อยรวง
ห่าง ๆ เมื่อข้าพเจ้าเป็นสมาชิกสภาจังหวัดและเป็นประธานสภา คุณดำรง สุนทรสารทูล อดีต
ปลัดกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ได้อนุมัติเงินจำนวนหนึ่งแต่ลืม
ไปแล้วว่ามีจำนวนเท่าไร ให้ข้าพเจ้ามาทดลองปลูก ในฐานะการส่งเสริมอาชีพของราษฎร ข้าพเจ้า
ไปเอาพันธุ์อย่างดีมาจากอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ที่บ้านญาติกัน ปลูกลงไปแล้ว ประมาณ
50 ค้าง ในปีแรกก็ขึ้นดี พอต่อไปนาน ๆ เข้าก็ตายไปหมดไม่ได้ผลอะไรเลย”

 

 

โรงสีไฟแห่งแรก

            ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศหนึ่งที่สามารถปลูกข้าวได้เป็นจำนวนมาก จนสามารถ
ส่งไปขายยังต่างประเทศมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จวบจนปัจจุบัน ในอดีตการสีข้าวเพื่อไว้บริโภคหรือส่ง
ขายต่างประเทศก็ตามต้องใช้แรงคนหลัก การสีข้าวที่ใช้เครื่องจักรกลหรือในสมัยนั้นเรียกว่า โรงสีไฟ
           โรงสีไฟ เริ่มมีเป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประมาณ พ.ศ. 2400 - 2402 โรงสีแรกเป็นของชาวอเมริกาชื่อว่า “โรงสีจักรอเมริกา” โรงสีไฟที่ตั้งเป็นโรงที่สองนั้นชื่อว่า “โรงสีจักรบางกอก กำปะนี” เดิมทีเดียวกิจการโรงสีไฟได้มีและทำกันในเฉพาะกรุงเทพมหานคร บริเวณชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนที่จะขยายไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศ 1
            สำหรับมณฑลจันทบุรี 2 นั้น โรงสีแรกตั้งขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อ พ.ศ. 2451 ชื่อโรง
สีจือเส็ง ของจีนซิมกลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาด อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดระยอง โรงสีแรก คือ โรง
สีสัตย์อุดม เปิดกิจการ เมื่อ พ.ศ. 2467 ที่ตำบลท่าประดู่ ขุนศรีอุทัยเขตต์ เป็นเจ้าของ ชนิดเครื่อง
ยนต์กำลังแรงม้า 6 สามารถสีข้าวได้ 4 หาบต่อ 1 ชั่วโมง สำหรับโรงสีที่สองที่เปิดกิจการในจังหวัด
ระยอง คือ โรงสีของนายพูน บุญศิริ และหุ้นส่วน เปิดกิจการเมื่อ พ.ศ. 2468 ชื่อว่า โรงสีบุญศิริ
สามัคคี สถานที่ตั้งอยู่บริเวณถนนยมจินดาติดกับแม่น้ำระยอง ปัจจุบันนี้โรงสีดังกล่าวได้ปิดให้การ
บริการแล้วเหลือเพียงอาคารเท่านั้น
            สำหรับกิจการโรงสีในอำเภอแกลง ปรากฎว่าหลังจากการที่ตั้งโรงสีขึ้นในอำเภอ
เมืองเพียงสองปี พระแกลงแกล้วกล้า และหุ้นส่วน ก็ได้ตั้งโรงสีขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2469 ให้
ชื่อว่า บุญศิริอุปกรณ์ ตั้งอยู่ที่ปากน้ำประแส เป็นโรงสีที่ใช้กลไฟ ขนาด 25 แรงม้า สีข้าวได้ 8 หาบต่อ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2470 มีโรงสีเพิ่มขึ้นอีก 3 โรง ดังรายชื่อต่อไปนี้
            1. ราษฎรเจริญสาลีกิจ ที่ตั้งตำบลปากน้ำประแส ชื่อเจ้าของ นายฮ้อกกี้ และหุ้นส่วน ชนิดเครื่องกลไฟ ขนาด 30 แรงม้า
            2. บุญศิริพลัง ที่ตั้งตำบลทางเกวียน ชื่อเจ้าของ นายอำพร บุญศิริ ชนิดเครื่องกลไฟ ขนาด 25 แรงม้า
            3. กิมฮวด ที่ตั้งตำบลพังราด ชื่อเจ้าของ นายเฮงฉวน และหุ้นส่วน ชนิดเครื่องกลไฟ ขนาด 28 แรงม้า

             และในปี พ.ศ. 2472 ได้มีโรงสีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 โรง คือ
            1. เจริญสุขยุติธรรม ที่ตั้งตำบลกร่ำ ชื่อเจ้าของ นางผาด ชนิดเครื่องกลไฟขนาด 20 แรงม้า

            จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าอำเภอแกลงในอดีต การทำนาน่าจะเป็นอาชีพหลัก เพราะว่ามีการตั้งโรงสีขึ้นมาเป็นจำนวนถึง 5 โรง ถ้าเทียบกับอำเภอเมือง ในระยะเวลาเดียวกันมีโรงสีเพียง 2 โรงเท่านั้น ชนิดของโรงสีที่ตั้งในอำเภอแกลง มี 2 ชนิด คือ โรงสีที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ ที่เรียกว่า กลไฟ และชนิดที่ใช้เครื่องยนต์
             ในปัจจุบันในอำเภอแกลงมีการปลูกข้าวกันไม่มากนัก คือ มีเพียง 18,269 ไร่ เท่านั้นสำหรับโรงสีในขณะนี้ไม่มีแล้ว มีแต่โรงสีขนาดเล็กที่ใช้ไฟฟ้าแทน

 

การทำนา

 

            ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงอำเภอแกลง เป็นอำเภอที่มีโรงสีมากถึง 5 โรง ด้วยกัน ในขณะเดียวกันที่อำเภอเมืองมีเพียง 2 โรง แสดงให้เห็นว่าในอำเภอแกลงน่าจะมีการทำนากันมาก เพราะถ้าไม่มีคนนิยมปลูกข้าวมากก็คงจะไม่มีโรงสีมากขนาดนั้น แต่สภาพการทำนาในสมัยก่อนต้องขึ้นอยู่กับสภาพดิน ฟ้า อากาศ เป็นสำคัญ ถ้าฝนตกตามฤดูกาล การปลูกข้าวก็จะได้ผลมากเป็นพิเศษ
            ใน พ.ศ. 2419 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 ได้เสด็จประพาสบริเวณบ้านเพ อำเภอเมือง ในปัจจุบัน พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงสภาพการทำนาของเมืองแกลงไว้ว่า
            “มีผู้ชายมาพบเรา 2 คน หญิง 2 คน เห็นมีเป็ดอยู่ในคอกข้างเรือนเหม็นคาวเต็มที่ ได้ถามเขาว่าหากินอย่างไร เขาว่าทำเยื่อเคยบ้าง กับทำนาบ้าง ข้าวที่ทำนานั้นไม่พอกินต้องไปซื้อที่เมืองระยองบ้าง เมืองแกลงบ้าง”
            จากข้อความที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าในปี พ.ศ. 2419 ร้อยกว่าปีมาแล้วนั้นเมืองแกลงในขณะนั้นสามารถปลูกข้าวกันเป็นจำนวนมาก จนสามารถขายให้กับคนในท้องที่อื่น ๆ ได้ หลังจากนั้นปี พ.ศ. 2438 พระยาชลยุทธโยธินทร์ 1 ได้มาตรวจราชการที่เมืองแกลง ท่านได้บันทึกสภาพการทำนาของเมืองแกลงในขณะนั้นไว้ว่า
           “ความต้องการฝนในเมืองแกลงก็เหมือนกับเมืองอื่น ๆ มีข้าวในนา 3 ส่วน ทำได้เพียง 1 ส่วน”
             และใน ปี พ.ศ. 2439 สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ 2 พระองค์ได้มาตรวจราชการหัวเมืองตะวันออก และได้มาตรวจราชการที่เมืองแกลงด้วย พระองค์ได้ทรงบันทึกในรายงานไว้ดังนี้
            “อนึ่งพระแกลง (ภู่) 3 ได้มาหาที่โรงทหาร 4 ข้าพระพุทธเจ้าได้ถามถึงทุกข์สุขของ
บ้าน เมือง ได้ความว่า ปีนี้ราษฎรทำนาพอได้ครึ่งเสียครึ่ง เพราะหนอนกัด”
            จะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ. 2438 เมืองแกลงมีสภาพอากาศที่แห้งแล้งมาก ฝนไม่ตกตามฤดู
กาล จึงทำให้การทำนาได้ผลเพียง 1 ส่วนใน 3 ส่วน พอในปี พ.ศ. 2439 ราษฎรเมืองแกลงโชคร้าย
ซ้ำสอง ทำนาได้เพียงครึ่งเดียวเพราะถูกหนอนกัด
            หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2454 ชาวอำเภอแกลงที่ประสบปัญหาภัยแล้งอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นปัญหาที่รุนแรงมาก ซึ่งจะเห็นได้จากหนังสือของเจ้าคณะแขวงอำเภอแกลงในขณะนั้น ความดังต่อไปนี้ “
 

                                                                                                               วัดทะเลน้อย       อำเภอแกลง

                                                    วันที่ 23 สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก 130

อาตมาภาพ พระครูเจ้าคณะแขวงอำเภอแกลง

                เจริญพรมายังคุณพระศรีสมุทรโภค ผู้ว่าราชการเมืองระยอง
ด้วยมีหนังสือถึงอาตมาหนึ่งฉบับ ลงวันที่ 23 กรกฎาคมศกนี้ ทราบความตลอดแล้ว ด้วยอาราธนาให้ออกลิขิตบอกเจ้าอธิการวัดให้เจริญพระพุทธมนต์ขอฝน ตามธรรมเนียมโบราณทั่วทุกพระอารามนั้น ได้ออกลิขิตถึงรองเจ้าคณะแขวงให้บอกเจ้าอธิการวัดเจริญพระพุทธมนต์ขอฝนทั่วทุกวัดแล้ว และได้บอกไวยาวัจกอนให้ป่าวร้องราษฎรชาวบ้านจัดการทำพิธีขอฝนตามทำเนียมโบราณสืบ 2 ต่อกันมา ชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งพิธี นิมนต์พระเจริญพระพุทธมนต์ขอฝนตามทำเนียมโบราณสืบมา แลตามวัดก็เจริญพระพุทธมนต์ขอฝนทั่วทุกวัด ฝนก็ยังหาตกตามระดูไม่ ตกบ้างเล็กน้อยน้ำไม่ขังในท้องนา ชาวนาทำนาไม่ได้ขาดมือมาประมาณ 20 วันเศษ ราษฎรในอำเภอแกลงได้ความเดือดร้อนมากเพราะอาหารที่จะบริโภคนั้นขัดข้องหาซื้อไม่ใคร่จะได้โดยยาก”

           จากหนังสือฉบับดังกล่าวจะเห็นได้ว่า พี่น้องชาวอำเภอแกลงเกือบร้อยปีมาแล้วที่จะ
ต้องประสบปัญหาภัยแล้งขนาดหนัก สิ่งที่ทางราชการช่วยเหลือได้ก็คือ ให้ทางคณะสงฆ์ทำพิธีขอฝน
และนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และให้ชาวบ้านทำพิธีแห่นางแมว ถ้าเป็นสมัยนี้ฝนแล้งเมื่อ
ไหร่ ก็ทำฝนเทียมขึ้นแทนได้ ไม่ต้องให้พระเจ้าเดือดร้อนที่จะต้องทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ขอฝน
ชาวบ้านก็ไม่ต้องทำพิธีแห่นางแมวด้วย
           ท่านผู้อ่านอยากทราบไหมว่า ในขณะนั้นนายอำเภอแกลงเป็นใคร และท่านได้แก้ไข
ปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องชาวอำเภอแกลงอย่างไร นายอำเภอแกลงในสมัยนั้นก็คือ พระแกลง แกล้วกล้า
(สหาย สิงห์พันธุ์) ท่านเพิ่งมารับตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2453 พอมารับตำแหน่งท่านก็เจอปัญหา
ภัยแล้ง จนทำให้ประชาชนต้องขาดแคลนอาหารอย่างหนักท่านได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ในสมุดประวัติของ
ท่าน (ก.พ.) ไว้ดังนี้ พ.ศ. 2454 “ราษฎรในอำเภอแกลงได้ประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร ท่านได้
แก้ปัญหา ดังนี้
          -ใช้เงินส่วนตัวลงทุนซื้อข้าวมาขายให้ชาวบ้านในราคาต้นทุน
          -หาเงินส่วนหนึ่งมาทดลองซื้อข้าวให้ชาวบ้านกิน และให้ทำงานแทนค่าข้าว
          -ออกตรวจท้องที่ ขอแบ่งข้าวจากคนที่มีข้าวมาก เพื่อที่จะแบ่งมาให้คนที่ไม่มีจะกิน
          -สั่งให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านช่วยกันชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจถึงสภาวะการณ์ในตอนนั้น
           และให้ชาวบ้านช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน
          -ให้ชาวบ้านทำนาสำรองไว้ เผื่อปีหน้า พ.ศ. 2455”
           ตามเอกสารดังกล่าวจะเห็นได้ว่า พระแกลงแกล้วกล้า นายอำเภอแกลงในขณะนั้นได้
แก้ปัญหาการขาดแคลนข้าวได้อย่างเป็นรูปธรรม ท่านผู้นี้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องข้าว และ
เศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ. 2469 ท่านได้ตั้งโรงสีข้าวขึ้นที่ปากน้ำประแส นับว่าเป็นโรงสีข้าว
โรงแรกของอำเภอแกลง ท่านรับราชการจนถึงปี พ.ศ. 2474 1 จึงออกจากราชการในตำแหน่งปลัด
จังหวัดจันทบุรี และในปีเดียวกันนี้เองหลังจากที่ท่านได้ออกจากราชการแล้ว ท่านได้ทำฎีกาถวาย 2
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเสนอแนะวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย
ในขณะนั้นด้วย
           ที่กล่าวมานั้นเป็นการแก้ปัญหาเรื่องข้าวในอำเภอแกลงเมื่ออดีต ในปัจจุบันอำเภอแกลงมีการปลูกข้าวกันน้อยมาก เพราะราษฎรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นเป็นอาชีพหลักเสียแล้ว

 

 
 
 
 

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระยอง   

ศูนย์ราชการจังหวัดระยอง ถนนสุขุมวิท  ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง   จังหวัดระยอง ๒๑๑๕๐

โทร.  ๐๓๘-๖๙๔๑๕๔    โทรสาร .  ๐๓๘-๖๙๔๑๕๔ 

Visitors:281337
Pageviews:302332