Untitled Document
     
 
บุคคลสำคัญทางศาสนา
 
     
 
 
 

พระมหารัชชมังคลาจารย์ ( นิท . เทสกเถร เทศ วิทยานุกรณ์ )

     เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระมหารัชชมังคลาจารย์ ผู้ผ่านชีวิตจากคนบ้านนอกธรรมดา ชาวอำเภอแกลง เข้าไปอยู่เมืองหลวงเพื่อการศึกษา แล้วโชคชะตาได้ชักนะให้ได้เป็นเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
     
สร้างวัดธรรมยุตในจังหวัดระยอง รวม ๙ วัด คือ
  ๑ วัดจุฬามุนี ตำบลบ้านแลง อำเภอเมืองระยอง
  ๒ วัดตรีรีตนาราม ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง
  ๓ วัดสนามรัตนาวาส ตำบลชากพง อำเภอแกลง
  ๔ วักสารนาถธรรมาราม ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง
  ๕ วัดสามัคคีคุณาวาส ตำบลตาขัน อำเภอบ้านค่าย
  ๖ วัดศรีมโนภาส ตำบลแกลง อำเภอเมืองระยอง
  ๗ วัดคีรีภาวนาราม ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง
  ๘ วัดโสภณวนาราม ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง
  ๙ วัดมงคลสามัคคีธัมโมทัย ตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง
 

 

ผลงานนิพนธ์หนังสือ

  ๑ สังเวชนียสถานในอินเดีย
  ๒ ปวัติธรรมภาค ๑ – ๒ - ๓
  ๓ สุภาษิตจีนตกวีนิพนธ์
  ๔ ทัสนานุสร
 

๕ ธัมมิกวัตร

   

มรณภาพ

 
     พระมหาราชมังคลาจารย์ได้เริ่มเจ็บป่วยกระเสาพกระแสะเรื่อยมา ตั้งแต่ปี พ . ศ . ๒๕๐๗ ด้วยโรคทางเดินปัสสาวะ ภายหลัง ๓ ปีต่อมาตรวจพบเชื้อมะเร็งด้วยทั้งยังเป็นแผลในกระเพาะอาหาร มีอาการจุกเสียด แน่น อ่อนเพลีย ฉันภัตตาหารได้น้อยต้องเข้ารักษาอาการในโรงพยาบาลหลายครั้ง ในที่สุดก็ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ . ศ . ๒๕๑๐ โรงพยาบาลมงกุฎเกล้า สิริอายุได้ ๘๐ ปี ๑๑ เดือน ๑๓ วัน พรรษา ๖๑
     
 
         
 
     
 
 
 

พระราชอริยคุณาธาร ( มหาสุวณ . ณเถร หล่ำ ยั่งยืน )

 
     อดีตเจ้าคณะจังหวัดระยอง  
   
ชาติภูมิ  
     พระราชอริยคุณธาร ( หล่ำ ยั่งยืน ) เกิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ ณ บ้านเพลงช้างเผือก ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ . ศ . ๒๔๓๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีชวด สัมฤทธิศก ( จ . ศ . ๑๒๕๐ ) บิดาชื่อขุนคลังรัตน ( แดง ยั่งยืน ) มารดาชื่อนางหอย ยั่งยืน มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ๗ คน คือ  
  ๑ . เป็นหญิง ชื่อแสง  
  ๒ . เป็นหญิง ชื่อสาย  
  ๓ . เป็นหญิง ชื่อเหรียญ  
  ๔ . เป็นหญิง ชื่อเที่ยง  
  ๕ . เป็นชาย ชื่อเหล  
  ๖ . เป็นชาย ชื่อหล่ำ ( พระราชอริยคุณาธาร )  
 

๗ . เป็นชาย ชื่อเหลี่ยม ( ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๗ ขวบ

 
 
         
 

การศึกษา

 
     เมื่อเยาว์วัยได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่วัดพลงช้างเผือก พออายุได้ ๑๓ ปี ไปเรียนต่อที่วัดโพธิ์ทองพุทธาราม ถึง พ . ศ . ๒๔๔๖ จึงสำเร็จการศึกษาชั้นมูลฐาน ตามหลักสูตรของมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ( ม . ร . ว . ชื่น สุจิต . โต ) สมัยที่ยังทรงสมณศักดิ์เป็นพระสุคุณคณาภรณ์และเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี อำนวยการตั้งขึ้น
      ต่อมาได้ศึกษาต่อตามหลักสูตรกระทรวงธรรมการจนจบหลักสูตรประโยคประถมศึกษา หลังจากจบการศึกษาแล้ว อายุ ๑๖ ปี เริ่มรับราชการเป็นเสมียนฝึกผัดอยู่ที่ศาลยุติธรรมเมืองแกลง พออายุครบ ๑๘ ปี ก็ได้รับบรรจุเป็นเสมียนอยู่ที่ศาลยุติธรรมเมืองแกลง ทำงานอยู่ ๔ ปี จึงลาออกจากราชการเพื่ออุปสมบท
     
อุปสมบท  
      อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ . ศ . ๒๔๕๑ ณ พัทธสีมาวัดพลงช้างเผือก ตำบลวังหว้า ( ปัจจุบันขึ้นกับตำบลทางเกวียน ) อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
     

การศึกษาระหว่างอุปสมบท

 
     เล่าท่องสวดมนต์จบเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน มนต์ผูกต่าง ๆ ถึงภาณยักษ์และปาติโมกข์ กับทั้งได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉานสามารถอบรมสั่งสอนศิษย์ให้มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี
     

ตำแหน่งหน้าที่ในระหว่างอุปสมบท

 
  ๑ . เป็นเจ้าอาวาสวัดพลงช้างเผือก และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อ พ . ศ . ๒๔๕๗
  ๒ . เป็นรองเจ้าคณะแขวงแกลง เมื่อ พ . ศ . ๒๔๕๘
  ๓ . เป็นเจ้าคณะหมวดวังหว้า เมื่อ พ . ศ . ๒๔๕๙
  ๔ . เป็นครูใหญ่โรงเรียนแกลง ตั้งแต่ พ . ศ . ๒๔๖๐ ถึง พ . ศ . ๒๔๘๔
  ๕ . เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พ . ศ . ๒๔๗๕
  ๖ . เป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะแขวงแกลง เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ . ศ . ๒๔๗๖
  ๗ . เป็นเจ้าคณะแขวงแกลง เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ . ศ . ๒๔๗๖
  ๘ . เป็นกรรมการศึกษา เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ . ศ . ๒๔๗๘
  ๙ . เป็นผู้อุปการะโรงเรียนประจำอำเภอแกลง เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ . ศ . ๒๔๘๕
  ๑๐ . เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ฑ . ศ . ๒๔๘๗
  ๑๑ . เป็นเจ้าคณะจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ . ศ . ๒๔๘๗
   

สมณศักดิ์

  ๑ . เป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรมของพระครูสังฆการบูรพทิศ ( ปั้น ) เจ้าคณะแขวงแกลง เมื่อ พ . ศ . ๒๔๕๘
  ๒ . เป็นพระปลัด เลื่อนจากฐานานุกรมเดิม เมื่อ พ . ศ . ๒๔๗๐
  ๓ . เป็นพระครูเจ้าคณะแขวง เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๔๗๖
  ๔ . เป็นพระครูสัญญาบุตรที่พระครูสังฆการบูรพทิศ ตำแหน่งเจ้าคณะแขวงแกลง เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ . ศ . ๒๔๗๘
  ๕ . เป็นพระครูเจ้าคณะจังหวัดชั้นโท เมื่อ พ . ศ . ๒๔๘๗
  ๖ . เลื่อนเป็นพระครูเจ้าคณะจังหวัดชั้นเอก เมื่อ พ . ศ . ๒๔๙๒
  ๗ . เป็นพระราชาคณะสามัญที่พระอริยคุณธราจารย์ บริหารระยองเขตต์สังฆปาโมกข์ ในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ . ศ . ๒๔๙๓
  ๘ . เป็นพระราชาคณะชั้นราชอริยคุณาธาร บูรพชลธีสมานคุณวิบุลครกิจสุนทรยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ . ศ . ๒๕๐๔
   

ผลงานด้านพระศาสนาและสาธารประโยชน์

  ๑. สร้างอุโบสถวัดพลงช้างเผือกสำเร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ . ศ . ๒๔๕๙
  ๒. สร้างหอสามัคคีธรรมวัดพลงช้างเผือก เมื่อ พ . ศ . ๒๔๗๓
  ๓. เป็นผู้อำนวยการสร้างถนนจากวัดพลงช้างเผือก ตัดตรงไปถึงปากน้ำประแสร์ ยาวประมาณ ๘ กิโลเมตร เมื่อ พ . ศ . ๒๔๗๘
  ๔. สร้างกุฎีและบูรณปฏิสังขรณ์กุฎีที่วัดพลงช้างเผือก ซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้เป็นถาวรวัตถุต่อไป
  ๕. สร้างเมรุ ( ณาปนสถาน ) ที่วัดพลงช้างเผือก เมื่อ พ . ศ . ๒๕๐๕ เป็นเงิน ๗๔ , ๐๐๐ บาท
  ๖. สร้างศาลาเพื่อเป็นที่พักผู้เดินทางหลายแห่ง
  ๗. เป็นผู้อำนวยการสร้างสะพานเพื่อสาธารณะประโยขน์หลายแห่ง
  ๘. บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวักป่าประดู่ โดยเปลี่ยนจากกระเบื่องซีเมนต์เป็นกระเบื้องเคลือบ ทาสีเพดานให้สวยงามยิ่งขึ้น และลงรักปิดทองพระประธานประตูหน้าต่างเสยใหม่
  ๙. สร้างเมรุ ( ณาปนสถาน ) ที่วัดป่าประดู่ ๙๐ , ๐๐๐ บาท
  ๑๐. บูรณปฏิสังขรณ์วิหารเก่าแก่ของวัดป่าประดู่ซึ่งชำรุดทรุดโทรม ให้มั่งคงแข็งแรงและสวยงามกว่าเดิม
  ๑๑. สร้างซุ้มประตูและกำแพงวัดป่าประดู่ เป็นเงินประมาณ ๒๐๐ , ๐๐๐ บาทเศษ
  ๑๒. สร้างกุฏิและบูรณปฏิสังขรณ์กุฏิเก่าที่วัดป่าประดู่ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมให้คงสภาพดียิ่งขึ้น
   

ผลงานด้านการศึกษา

  ๑. เป็นผู้ริเริ่มตั้งโรงเรียนแกลง “ วิทยาสถาวร ” และเป็นครู่ใหญ่มาตั้งแต่ พ . ศ . ๒๔๖๐ ถึงวันที่ ๔ เมษายน พ . ศ . ๒๔๘๕ จึงได้ลาออกเป็นข้าราชการบำนาญ เพราะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัด และต้องไปประจำอยู่ที่วัดป่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
  ๒. ชักชวนประชาชนให้ช่วยกันบริจาคทรัพย์สินสร้างหอประชุมโรงเรียนแกลง “ วิทยาสถาวร ” มีชื่อว่า “ หอประชุมอริยคุณธราจารย์ ”
  ๓. เป็นผู้ริเริ่มและเป็นผู้อุปการะจัดตั้งโรงเรียนวัดพลงช้างเผือก เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ . ศ . ๒๔๗๗
  ๔. สร้างอาคารเรียนโรงเรียนแกลง “ วิทยาสถาวร ” และสร้างโรงฝึกงานรวม ๓ หลัง ( ขณะนี้รื้อถอนแล้ว ๒ หลัง เพราะรัฐบาลได้ช่วยเหลือสร้างให้ใหม่ เป็นหัวหน้าและผู้อุปการะสร้างอาคารโรงเรียนวัดพลงช้างเผือก รวม ๑๐ ห้อง
   
     พระราชอริยคุณาธารเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่ประกอบด้วยคุณธรรมความรู้ความประเสริฐ สมควรยกย่องสรรเสริญและเคารพบูชาอย่างสูงในด้านวัตรปฏิบัติ ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสม่ำเสมอตลอดมา เคยออกปฏิบัติธุดงควัตร ทำกิจสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำทุกวัน ตลอดทั้งลงอุโบสถฆกรรมมิได้ขาด ในด้านการปกครองท่านประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม ปราศจากอคติอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งกุลบุตรกุลธิดาที่อยู่ในวัดและในโรงเรียน ให้ประกอบแต่คุณงานความดี มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน จนเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป ท่านเป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาเป้นอย่างมาก ให้ความสนับสนุนทุกด้าน เช่น เปิดโรงเรียนปริยัติธรรม แผนกกรรม แผนกบาลี สร้างโรงเรียนประถม สร้างโรงเรียนมัธยม และอุกหนุนเกื้ อกูลศิษย์ในความปกครองให้ได้รับการศึกษาจนสำเร็จชั้นสูงมากรายด้วยกัน
     พระราชอริยคุณาธารป่วยเป็นโรคมะเล็งในลำคอ ได้ไปเยียวยารักษาโดยการฉายรังสีที่โรงพยาบาลศิริราชจนทุเลาและปกติดีได้ประมาณ ๑๐ ปี ต่อมาโรคมะเล็งกำเริบขึ้นอีก จึงเข้าไปฉายรังสีอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ทุเลา ประกอบกับฉันภัตตาหารไม่ใครได้จึงทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย จนขั้นสุดท้ายฉันไม่ได้เลย จึงได้มรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อเวลา ๐๓ . ๐๕ น . ของวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ . ศ . ๒๕๐๙ ( ถ้านับตามหลักโหราศาสตร์ยังคงอยู่ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันเกิดของท่านพอดี ) สิริอายุได้ ๗๘ ปี
 
 
 
     
 
 
 

พระมงคลศีลาจารย์ ( คร่ำ ยโสธโร )

 
     พระอาจิอาจารย์ของจังหวัดระยอง  
   

ชาติภูมิ

 
     พระมงคลศีลาจารย์ มีนามเดิมว่า คร่ำ นามสกุลอรัญวงศ์ เป็นบุตรของนายครวญ นางต้าย อรัญวงศ์ เกิดเมื่อวันพุธ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา ตรงกับวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ . ศ . ๒๔๔๐ หมู่ที่ ๒ ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
   
 
         
  ประวัติการศึกษา  
       ในวัยเด็กหลวงปู่คร่ำเป็นเด็กที่มีไหวพริบเฉลียวฉลาด บิดาจึงได้นำไปฝากกับพระอาจารย์ตรี เจ้าอาวาสวัดวังหว้า ตำบลวังหว้า ได้ศึกษาอักษรสมัยทั้งอักษรไทยและขอม จนอายุครบบวช หลวงปู่จึงได้เข้าอุปสมบทที่วัดวังหว้า โดยพระครูปั้น ( พระครูสังฆการบูรพทิศ ) เจ้าคณะอำเภอแกลง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระใบฎีกากล่ำ ( พระราชอริยคุณราธาร อดีตเจ้าคณะจังหวัดระยอง ) เจ้าอาวาสวัดพลงช้างเผือก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเผื่อน เจ้าอาวาสวัดวังหว้า เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ . ศ . ๒๔๖๐ ระหว่างบวชได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี และเมื่ออุปสมบทได้ ๔ พรรษา เจ้าอาวาสวัดวังหว้า ได้มรณภาพลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันอาราธนาหลวงปู่คร่ำ ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ . ศ . ๒๔๖๕
     นอกจากหลวงปู่คร่ำจะเรียนรู้พระธรรมวินัยเป็นพื้นฐานแล้ว ท่านยังศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณและตำหรับยาสมุนไพรจนมีความรู้ความสามารถ นำไปใช้บำบัดรักษาช่วยเหลือชาวบ้านได้เป็นอย่างดี การศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคม หลวงปู่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระครูนิวาสธรรมสาร ( หลวงปู่โต ) วัดเขากะโดน ซึ่งหลวงปู่โตเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐาน เป็นผู้ที่มีพลังจิตแก่กล้า และวิทยาคมขลังเป็นเลิศต่อมาหลวงปู่ได้ใช้วิทยาคมที่ได้ร่ำเรียนเรียนมาให้เป็นคุณประโยชน์ต่อญาติโยม และบุคคลทั่วไปนานัปการ จนชื่อเสียงเกยรติคุณขจรไกลไปทั่วเมืองไทยและต่างประเทศ
 
         
 

ผลงาน

 
  พ . ศ . ๒๕๒๓ ตั้งมูลนิธิสุตพลวิจิตร ( คร่ำ อรัญวงศ์ ) ปัจจุบันมีเงินทุนทั้งสิ้น ๑ , ๘๐๗ , ๖๔๙ . ๘๔ บาท
  พ . ศ . ๒๕๓๐ ซ่อมแซมอุโบสถที่ชำรุด เป็นเงิน ๔๐๐ , ๐๐ บาท
  พ . ศ . ๒๕๓๑ ต่อเติมอาคารเรียนวัดวังหว้า รวม ๒ ห้องเรียน เป็นเงิน ๖๘๐,๐๐๐ บาท
  พ . ศ . ๒๕๓๓ สร้างวิหารเพื่อใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป ๓ สมัย เป็นเงิน ๖๘๐,๐๐๐ บาท
  พ . ศ . ๒๕๓๔ - สร้างกุฏิทรงไทยครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ ชั้น ๑ หลัง เป็นเงิน ๘๖๐,๐๐๐ บาท
    - หาทุนสร้างอุโบสถวัดวังศิลาธรรมาราม เป็นเงิน ๕,๓๑๕,๖๔๑ บาท พ.ศ. ๒๕๓๕
    - สมทบทุนสร้างตึกสงฆ์อาพาธโรงพยาบาลแกลง เป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
    - จัดหาทุนสมทบสร้างที่ว่าการอำเภอวังจันทร์ เป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พ.ศ. ๒๕๓๖
    - สร้างกุฏิทรงไทยคอยกรีดเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ๑ หลัง เป็นเงิน ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท
    - สร้างอาคารกลางจังหวัดระยอง (อาคาร ๒ ) เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พ.ศ. ๒๕๓๗
    - ซื้อที่ดินขยายที่วัด ๑๗ ไร่ ๒ งาน ๑๔ ตารางวา เป็นเงิน ๘,๖๓๙,๓๗๕ บาท
    - ราดยางลานจอดรถ วัดวังหว้า เป็นเงิน ๑,๑๗๕,๐๐๐ บาท
    - ชุดสระน้ำวัดวังหว้า เป็นเงิน ๓๖๐,๐๐๐ บาท
    - สมทบทุนมรณะพระมณฑปวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เป็นเงิน ๒๗,๐๐๐, ๐๐๐ บาท
    - สร้างอาคารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแกลง เป็นเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท
    - สมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญวัดวังศิราธรรมาราม เป็นเงิน ๓,๔๘๐,๐๐๐ บาท
    - สร้างสถานีอนามัยตำบลวังหว้า เป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท
    - บริจาคเงินสมทบโครงการปลูกป่าเฉริมพระเกียรติ “ สวนป่าอรัญวงศ์ ” อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เป็นเงิน ๒,๓๐๐,๐๐๐ บาท
  พ.ศ. ๒๕๓๘ สร้างวิหารจัตุรมุขคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นเงิน ๙,๖๐๐,๐๐๐ บาท
  พ.ศ. ๒๕๓๙ สร้างอาคารการเปรียญทรงไทย เป็นเงิน ๑๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
  พ.ศ. ๒๕๔๐ สร้างเจดีย์ พร้อมตกแต่งบริเวณรอบ ๆ เจดีย์วักวังหว้า เป็นเงิน ๑๔,๘๐๐,๐๐๐ บาท รวมค่าก่อสร้าง ปฏิสังขรณ์และบริจาคเพื่อประโยชน์ของทางราชการและสาธารณกุศลเท่าที่สามารถรวบรวมได้ เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ ๑๒๘,๗๑๔,๐๒๗ บาท
     

วัตถุมงคล

  ตะกรุดโทน สีผึ่งเมตตามหานิยม ผ้ายันต์ ธงพัดโบก น้ำมันงา และเหรียญแบบต่าง ๆ ฯลฯ
     

มรณภาพ

     หลวงปู่คร่ำได้ปฏิบัติกิจนอมนต์ต่าง ๆ ตลอดมาจนร่างกายเสื่อมโทรม แพทย์ประจำตัวต้องปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด ในที่สุดแพทย์จากโรงพยาบาลสมิติเวช อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้ตรวจพบว่าหลวงปู่คร่ำมีเนื้อร้ายที่ลำคอ จึงให้รักษาตัวที่โรงพยาบาลจนในที่สุดเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. หลวงปู่ก็ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สิริอายุได้ ๑๐๐ ปี ๑ เดือน ๑๐ วัน
     
 
     
 
     
 
 
 

พระครูภาวนาภิรัต (ทิม อิสริโก)

     พระเกติอาจารย์ของจังหวัดระยอง
 

ชาติภูมิ

     พระครูภาวนาภิรัต มีนามเดิมว่า ทิม นามสกุล งานศรี เป็นบุตรของ นายแจ้ นางอินทร์ งานศรี เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๗ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๒ ตำบลหลองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
 
 
 
         
  ประวัติการศึกษา  
       เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี บิดาได้นำตัวไปฝากกับท่านพ่อสิงห์ วัดละหารไร่ เพื่อให้ศึกษาเล่าเรียนกับท่านอยู่ได้ประมาณ ๑ ปี ก็มีความรู้ความสามารถเขียนอ่านหนังสือได้คล่องแคล่ว บิดาจึงขอให้กลับมาอยู่ที่บ้านตามเดิม
     เมื่อมีอายุครบบวช จึงได้ทำการอุปสมบท ณ วัดละหารไร่ เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ตรงกับปีมะเมีย ขึ้น ๗ ค่ำ เดือนหก โดยมีพระครูขาววัดทับมา เป็นพระอุปัชฌายะ และพระอาจารย์สิงห์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เกตุ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “ อิสริโก ”
     เมื่อท่านบวชได้ประมาณ ๑ พรรษาได้ออกธุดงค์ไปหลายจังหวัดเป็นเวลา ๓ ปี ซึ่งตลอดเวลาที่ออกธุดงค์ ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมต่าง ๆ กับพระภิกษุและฆราวาส เช่น หลวงปู่สังข์ วักเก๋งจีน ปรมาจารย์ผู้เรืองเวทย์อย่างยิ่งในสมัยนั้น เคยมีผู้เล่าว่า หลวงปู่สังข์องค์นี้มีคาถาอาคมเก่งกล้าขนาด “ นำลายที่ท่านถ่มลงถูกพื้น พื้นยังแตก ” และบรรดาตำรับตำราต่าง ๆ หลวงปู่สังข์ท่านได้ทิ้งไว้ที่วัดละหารไร่ ส่วนใหญ่หลวงปู่ทิมก็ได้ศึกษาวิทยาคมจากตำราของหลวงปู่สังข์นี้ นากจากนี้หลวงปู่ยังได้ศึกษาทางวิปัสสนากรรมฐานกับอาจารย์อื่น ๆ อีกหลายท่าน
 
         
 

ผลงาน

     เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ ท่านได้ก่อสร้างเสนาสนะและซ่อมแซมปฏิสังขรณ์กุฏิ วิหารอีกหลายอย่าง รวมทั้งอุโบสถ โรงเรียนวัดละหารไร่ สะพานข้ามคลองหลายแห่ง
  พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นประทวน ที่พระครูทิม อิสริโก
  พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี มีราชทิมนามว่า “ พระครูภาวนาภิรัต ”
  พ.ศ. ๒๕๐๗ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นโทในราชทินนามเดิม เมื่อ วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๗
     

วัตถุมงคล

     ตะกรุดโทน สีผึ้งเมตตามหานิยม ผ้ายันต์ น้ำมันงา และเหรียญแบบต่าง ๆ ฯลฯ

 

มรรณภาพ

     หลวงปู่ทิมมรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. ของวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ณ. หน้าหอสวดมนต์วัดละหารไร่ หลังจากที่ไดเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลสมเด็จ ณ. ศรีราชา เป็นเวลา ๒๓ วัน สิริอายุ ๙๖ ปี พรรษา ๖๙

 
 
     
 
     
     
 
บุคคลสำคัญทางวัฒนธรรม
 
     
 
 
  พระพิพัฒน์ปริยัตยานุกูล ( ไพฑูรย์ ฐิตเปโม )
     ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้ายวัฒนธรรม

ชาติภูมิ
     พระพิพัฒน์ปริยัตยานุกูล มีนามเดิมว่า ไพฑูรย์ นามสกุล ธรรมสนิท เป็นบุตรของนายฉิม นางเอื้อน ธรรมสนิท เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๖๐ หมู่ที่ ๓ ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

ประวัติการศึกษา

     จบชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดชากมะกรูด เมื่อ พ . ศ . ๒๔๗๔
     บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ . ศ . ๒๓๗๖
     อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ . ศ . ๒๔๙๑
     คุณวุฒิ นักธรรมเอก ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
 
         
 

ความรู้พิเศษ
     ๑. มีความรู้ด้านการแต่งโคลงฉันท์ กาพย์ กลอน และบทกวีต่าง ๆ
     ๒. มีความรู้ด้านการก่อสร้าง

 
     
 
ผลงาน    
  พ . ศ . ๒๕๑๐ แต่งหนังสือคติพจน์คำร้อยกรอง
  พ . ศ . ๒๕๑๖ แต่งหนังสือนิยมไทยคำกลอน
  พ . ศ . ๒๕๑๙ แต่งหนังสือทางศาสนา ชื่อ มงคลชีวิต
  พ . ศ . ๒๕๒๗ ได้รับการยกย่องเป็นภู่บริหารโรงเรียนปริยัติธรรมดีเด่นระดับชาติ
  พ . ศ . ๒๕๓๐ แต่งหนังสือสารคดี ๑๔ วันในอินเดีย และนิราศอินเดีย
  พ . ศ . ๒๕๓๔ -แต่งหนังสือทางศาสนา ชื่อ พระพุทธศาสนสุภาษิตคำกลอน เล่ม ๑ - ๓ เตมีย์คำฉันท์ พระมหาชนกคำฉันท์ สุวรรณสามคำฉันท์ และเนมิราชคำฉันท์         
    -ได้รับพระราชทานเกียรติบัตร และเสมาธรรมจักรยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้ ทำคุณประโยชน์ต่อพุทธศาสนาด้านส่งเสริมการศึกษาปริยัติธรรมดีเด่นจาก กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  พ . ศ . ๒๕๓๕ แต่งหนังสือนิราศเมืองเหนือ
  พ . ศ . ๒๕๓๖ -แต่งหนังสือนิราศอีสาน
    -ได้รับการประกาศยกย่องเป็นกวีจังหวัดระยอง
  พ . ศ . ๒๕๓๗ -สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการได้ ประการเชิดชูเกียรติว่าเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาวรรณศิลป์ ( ร้อยแก้ว ร้อยกรอง ) ได้รับพระราชทานโล่และเกียรติบัตรจากพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    -แต่งหนังสือนิราศเมืองใต้
     
 
     
 
     
 
 
  พระสุนทรโวหาร ( ภู่ )

ชาติภูมิ
     พระสุนทรโวหาร มีนามเดินว่า ภู่ เป็นบุตรของนายพลับ นางช้อย เกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ . ศ . ๒๓๒๙ ( จุลศักราช ๑๑๔๘ ) กรุงเทพมหานครสุนทรภู่เกิดในสมัยรัชการที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บิดาของท่านเป็นชาวบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ฝ่ายมารดาเป็นชาวเมืองอื่นที่มาอาศัยอยู่ด้วยกันในกรุงเทพฯ สุนทรภู่เกิดหลังจากสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ ๔ ปี ต่อมาบิดามารดาหย่าขาดจากกันตั้งแต่สุนทรภู่ยังเป็นเด็ก บิดาได้หวนกลับมาบ้านเกิดโดยมาบวชอยู่ที่เมืองแกลง ฝ่ายมารดาได้สามีใหม่มีลูกผู้หญิง ๒ คน ชื่อฉิมและนิ่ม ภายหลังมารดาได้เป็นนางนม พระธิดาในกรมพระราชวังหลัง เพราะเหตุนี้เองที่สุนทรภู่ได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ตั้งแต่เด็ก
 
         
  ประวัติการศึกษา
      สุนทรภู่เริ่มเล่าเรียนในสำนักวัดชีปะขาวหรือวัดศรีสุดารามปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ริมครองบางกอกน้อยพอรู้หนังสือก็ได้ทำงานเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน แต่อุปนิสัยที่ชอบการแต่งกลอนเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ใคร่ชอบการทำงานจึงได้กลับมาอยู่ที่พระราชวังหลังอย่างเดิม ด้วยความที่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ทำให้สุนทรภู่เกิดความคึกคะนอง ขึ้นไปลักลอบรักใคร่กับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ “ จัน ” ทำให้เจ้ากรมพระราชวังกริ้วมาก จึงให้เวรจำทั้งหญิงชาย แต่ติดเวรจำอยู่ไม่นานสุนทรภู่ก็พ้นโทษในปี พ . ศ . ๒๓๔๙ อายุจะอยู่ในราว ๒๑ ปี จึงออกติดตามหาบิดาซึ่งบวชอยู่ที่บ้านกร่ำเมืองแกลง โดยออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในเดือน ๗ ด้วยเรือประทุน มีศิษย์ตามมาด้วย ๒ คน พร้อมกับชาวเมืองระยองซึ่งรับหน้าที่เป็นคนนำทางไปทางคลองสำโรงและคลองศีรษะจระเข้ ออกปากน้ำบางประกงไปขึ้นบกที่บ้านบางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี แล้วเดินทางบกต่อไป เมื่อสุนทรภู่มาถึงเมืองระยองคนที่นำทางได้หลบหนีไป ปล่อยให้สุนทรภู่ถามหนทางจากชาวบ้านเอง จนถึงวัดที่บิดาบวชอยู่ซึ่งขณะนั้นบิดาได้บวชมาแล้ว ๒๐ พรรษา ด้วยเวลานั้นสุนทรภู่อายุควรอุปสมบท บิดาจึงได้จับบวชเพื่อล้างความอัปมงคลที่ถูกจองจำด้วย แต่บวชไม่ได้เพราะป่วยเป็นไข้ รักษาพยาบาลอยู่กว่าเดือนจึงหาย เมื่อหายแล้วจึงเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ในเดือน ๙ รวมเวลาที่สุนทรภู่ออกมาเมืองแกลงคราวนั้น ราว ๓ เดือนเศษ
 
     
  ผลงาน
     พ . ศ . ๒๓๕๐ แต่งนิราศเมืองแกลง , นิราศพระบาท
     พ . ศ . ๒๓๕๘ แต่งพระอภัยมณี , สิงหไตรภพ , ลักษณวงษ์
     พ . ศ . ๒๓๖๗ แต่งขุนช้างขุนแผน , สวัสดิรักษา
     พ . ศ . ๒๓๗๑ แต่งนิราศภูเขาทอง
     พ . ศ . ๒๓๗๓ แต่งเพลงยาวถวายโอวาท
     พ . ศ . ๒๓๗๕ แต่งนิราศวัดเจ้าฟ้า ( เณรพัด ) นิราศอิเหนา
     พ . ศ . ๒๓๗๙ แต่งนิราศเมืองสุพรรณบุรี ( โคลง )
     พ . ศ . ๒๓๘๓ แต่งกาพย์พระไชยสุริยา สุภาษิตสอนหญิง
     พ . ศ . ๒๓๘๕ แต่งนิราศพระประธม รำพันพิลาป
     พ . ศ . ๒๓๙๒ แต่งนิราศเมืองเพชรบุรี
     พ . ศ . ๒๕๒๙ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก ) ได้ประกาศยกย่องว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลกในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม
 
     
 
     
 
 
 

นายอำนาจ มณีแสง

  กวีจังหวัดระยอง  
     
ชาติภูมิ  
     นายอำนาจ มณีแสง เป็นบุตรของนายอำนวย นางเพิ่มพูน มณีแสง เกิดเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ . ศ . ๒๔๗๔ หมู่ที่ ๔ ตำบล เชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ มีที่พักบ้านเลขที่ ๗๗ / ๑ บ้านดอน หมู่ที่ ๔ ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
     
 
         
 

ประวัติการศึกษา

 
  พ . ศ . ๒๔๘๔ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนวัดบ้านดอน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
  พ . ศ . ๒๔๙๑ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ( ม . ๖ ) จากโรงเรียนระยองมิตรอุปถัมภ์ จังหวัดระยอง
  พ . ศ . ๒๔๙๓ ได้ทุนจังหวัดเรียนจบประโยคครูมูล ( ป .) จากโรงเรียนหัดฝึกครู จังหวัดเพชรบุรี
  พ . ศ . ๒๔๙๙ สมัครสอบได้ประกาศนียบัตรประโยคผู้สอบวาดเขียนตรี ( ว . ต .)
  พ . ศ . ๒๕๐๐ สมัครสอบได้ประกาศนียบัตรผู้สอนวาดเขียนโท ( ว . ท .)
  พ . ศ . ๒๕๐๐ สมัครสอบได้ประกาศนียบัตรพิเศษประถม ( พ . ป .)
  พ . ศ . ๒๕๐๓ สมัครสอบได้ประกาศนียบัตรครูพิเศษมัธยม ( พ . ม .)
  พ . ศ . ๒๕๑๗ จบปริญญาการศึกษาบัณฑิต ( กศ . บ .) สาขาบริหารการศึกษา วิชาเอกภาษาไทย วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร
 
     
 

ประสบการณ์พิเศษ

  ๒๐  มิถุนายน ๒๔๙๘ ขณะเป็นครูโรงเรียนบ้านดอน หลังจากเข้าฝึกอบรมวิชาทหารที่ค่าย จังหวัดอุบลราชธานี และที่จอหอจังหวัดนครราชศรีมา ได้ยศนายหมวดกองอาสา
  ๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๐ เลื่อนเป็นนายหมวดโทกองอาสารักษาดินแดนประจำกองร้อยจังหวัดระยอง
  ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ประธานกลุ่มนักกลอน และรองประธานชมรมศิลปินจังหวัดระยอง
  ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๓ กรรมการดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรม โรงเรียนระยองวิทยาคม โดยเข้ารับการอบรมรุ่นแรกในโครงการของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจังหวัดราชบุรี
  ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๑ ที่ปรึกษากรรมการดำเนินงานศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดระยอง
  ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๑ อนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดระยอง
  ๑๔ - ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ ได้รับคัดเลือกเป็นกวีประจำจังหวัดระยองได้เข้าร่วมประชุมสภากวี โลก ครั้งที่ ๑๐ ในประเทศไทย
  ๒ กันยายน ๒๕๓๖ ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านภาษาไทย ศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย จังหวัดระยอง
  ๒๓ มีนาคม ๒๕๓๗ เป็นผู้มีความสามารถพิเศษในการประพันธ์ โคลงฉันท์ กาพย์ กลอน จนได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นกวีจังหวัดระยอง
  ๑๓ เมษายน ๒๕๓๗ ประธานกรรมการอนุรักษ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน อำเภอเมืองระยอง
  ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๙ ประธานกรรมการภาษาไทยและวรรณกรรม จังหวัดระยอง
  ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ สมาชิกกิตติมศักดิ์สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย
     
 
 

ผลงานดีเด่น

 
  พ . ศ . ๒๔๘๙ แต่งหนังสือนิราศอุบล
  พ . ศ . ๒๕๐๘ แต่งหนังสือนิราศเวียงจันทร์
  พ . ศ . ๒๕๑๗ แต่งหนังสือสังคีตนิยม และนิราศเมืองเหนือ ( กลอนหก )
  พ . ศ . ๒๕๒๖ แต่งหนังสือระยองที่รัก ( กรมวิชาการจัดพิมพ์เป็นหนังสืออ่านเสริมฯ )
  พ . ศ . ๒๕๒๗ แต่งหนังสือนิราศปักษ์ใต้
  พ . ศ . ๒๕๓๑ แต่งหนังสือวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นจังหวัดระยอง อำนาจร้อยกรอง และภาษา ถิ่นจังหวัดระยอง
  พ . ศ . ๒๕๓๒ แต่งหนังสืออ่านเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ไทยกลอนตลาด
  พ . ศ . ๒๕๓๕ บทกวีทัศนศึกษามาเลเซีย - สิงคโปร์ หนังสือเขียนร้อยกรอง บทกวีเยี่ยมอยุธยา
  พ . ศ . ๒๕๓๖ แต่งหนังสือบทกวีเหมือนเกิดใหม่ นิราศเมืองเหนือ ดูแผ่นดินภูหิร่องกล้า
  พ . ศ . ๒๕๓๗ แต่งโคลงสุภาษิตสำนวนไทย บทกวีตอแตกใบ
  พ . ศ . ๒๕๓๘ แต่งหนังสืออาศิรวาทกาญจนาภิเษกคำฉันท์ หนังสือหนังใหญ่ บ้านดอนและคำพากย์
  พ . ศ . ๒๕๓๙ แต่งบทกวีเที่ยวฮ่องกง - มาเก๊า นิราศปราสาทเมืองสิงห์ กระท่อมตับจาก
  พ . ศ . ๒๕๔๐ แต่งหนังสือสายธารกวีเพื่อชีวิต เสภาเรื่องพระเวสสันดรชาดก เพลงพื้นบ้าน
  พ . ศ . ๒๕๔๑ แต่งกวีนิพนธ์เที่ยวเมืองสุนทรภู่ นิราศเกาหลีใต้ กลอนเจ็ดบทจรเขาใหญพระวิหาร ่
     
 
 
ผลงานร่วมกับกวีอื่น

     วรรณกรรมเมืองระยอง เพชรวลีมณีการท์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กวีศรีประชา หนังสือเทิดพระเกียรติ ร . ๓ หนังสือเทิดพระเกียรติไท้ภูมิพล หนังสือน้ำพระทัย หนังสือมรดกไทย

     
รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
  พ . ศ . ๒๕๐๗ รับรางวัลประกวดบทกวีจากคณะกรรมการงานอนุสาวรีย์สุนทรภู่
  พ . ศ . ๒๕๐๙ รับรางวัลประกวดบทกวีจากงานระยองสังสรรค์ ครั้งที่ ๓ ที่กรุงเทพฯ
  พ . ศ . ๒๕๒๓ รับรางวัลประกวดบทกวียุคทองแห่งวรรณคดี สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จาก จังหวัดลพบุรี
  พ . ศ . ๒๕๓๔ - รับรางวัลบทกวีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชกรณียกิจด้านภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยมหิดล และราชบัณฑิตสถาน
    - รับรางวัลบทกวีภารกิจด้านพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา
  พ . ศ . ๒๕๓๕ - รับรางวัลบทกวีพระพุทธศาสนาวัฒนาเพราะพระราชศรัทธาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จากคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา
    - รับพระราชทานรางวัลประกวดคำขวัญงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  พ . ศ . ๒๕๓๙ รับประทานรางวัลประกวดคำฉันท์เฉลิมพระเกียรติปีกาญจนาภิเษกจากพระ เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชานัดนามาตุ
  พ . ศ . ๒๕๔๐ - รับพระราชทานรางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวงของมูลนิธิธนาคารกรุงเทพฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    - รับโล่รางวัลพ่อตัวอย่าง ของจังหวัดระยอง
 
     
 
     
     
 

บุคคลสำคัญทางการเมืองการปกครอง

 
     
 
 
 

พระศรีสมุทรโภค (อิ่ม ยมจินดา)

       เจ้าผู้ครองเมืองระยองคนสุดท้าย
 

ชาติภูมิ

     พระศรีสมุทรโภค มีนามเดิมว่า อิ่ม นามสกุล ยมจินดา เป็นบุตรของ พระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) และคุณหญิงศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม (เจียก ยมจินดา) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๕ ปีจอ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๐๓ พระศรีสมุทรโภค สมรสกับ นางศรีสมุทรโภค (ลิ่นจี่ ยมจินดา) มีบุตรรวม ๒ คน สมรสกับ นางเป้า ยมจินดา มีบุตรธิดารวม ๖ คน และสมรสกับนางบาง ยมจินดา มีบุตรธิดารวม ๙ คน
 
 
 
         
  ประวัติการศึกษา  
        ในชั่วปฐมวัย ได้ศึกษาภาษาไทยและขอมตลอกจนเลขคณิตจนแตกฉาน ต่อมาได้เข้ารับราชการกับบิดา เป็นหลวงราชภัคดีสงคราม ปลัดเมืองระยอง จากนั้นได้ไปศึกษาระเบียบการปกครองพื้นที่ ณ มณฑลอยุธยา และสอบไล่ได้ตามหลัดสูตลบริบูรณ์ จนเป็นผู้ระเบียบแบบแผนราชการในสมัยราชการที่ ๕ ดีเยี่ยมผู้หนึ่ง ต่อมาท่านได้เป็นเจ้าเมืองระยอง เจ้าเมืองชลบุรี เจ้าเมืองสุพรรณบุรี และตำแหน่งสุดท้ายได้กลับมาเป็นเจ้าเมืองระยองอีกครั้งจนเกษียณอายุราชการ  
         
 

ผลงาน

  -เมื่อเป็นผู้ว่าราชการเมืองระยองครั้งที่ ๑ ได้จัดระเบียบการปกครองท้องที่แบบแบ่งเขตหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่
  -ตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และตั้งที่ว่าการอำเภอบ้านค่ายที่บ้านไผ่ล้อมให้นามว่า อำเภอไผ่ล้อม แล้วแบ่งเขตอำเภอไผ่ล้อมกับอำเภอเมืองระยอง
  -ตัดถนนตั้งแต่อำเภอบ้านค่ายเชื่อมกับตลาดตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง ระยอง
  -ตัดถนนในตลาดตำบลท่าประดู่อีก ๑ สาย คือ ถนนชุมพล
  -ตัดถนนผ่านที่นาราษฎรทุ่งปลวกเกตุ เพื่อให้การไปมาของราษฎรในตำบลตะพง เพ แกลง สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นถนนสายใหญ่ สัตหีบ ระยอง จันทร์ ในเวลาเดียวกัน
  -ตัดถนนไปทางเนินพระ กรอกยายชา
  -ของแรงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ราษฎร จัดหาไม้มาปลูกสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้น (ขณะนี้รื้อแล้ว)
  -เมื่อย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้ตัดถนนตั้งแต่หน้าศาลากลางจังหวัดไปตามชายทะเลผ่านไปบ้านอ่างศิลา ซึ่งมีที่พักตากอากาศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาพักตากอากาศ ท่านเป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่อยู่นิ่ง ๆ ชอบหางานทำ เช่น ปลูกสร้างบ้านเรือน ทำตู้ ตะ เครื่องใช้บางอย่างสำหรับบ้าน ทำกระถางต้นไม้ ทำสวนครัว เลี้ยงเป็ด ไก่ ถ้าไม่มีงานทำก็หาเวลาดูหนังสือในทางประติศาสตร์ ทางพุทธศาสนา และทางอรรถคดี เหล่านี้เป็นต้น
   

มรรณภาพ

     พระศรีสมุทรโภคมีอาการป่วยด้วยโรคสำไส้พิการตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ครั้นถึงวันที่ ๓๐ ในเดือนเดียวกัน ท่านก็ถึงแก่กรรม รวมอายุ ๗๙ ปีเศษ

   
 
     
 
     
     
 
 
 

นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์

      นักการเมืองจังหวัดระยอง
 

ชาติภูมิ

     นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๒ ณ จังหวัดระยอง บิดาชื่อ เหลียง เปี่ยมพงศ์สานต์
 
ประวัติการศึกษา
     เมื่อแรกเข้าเรียนหนังสือ นายเสวตร เรียนเก่ง สมองดี ทำให้การเรียนในชั้นประถมที่ ๒ และปีที่ ๓ ของท่าน เรียนเพียงชั้นละครึ่งปีเท่านั้น และได้ทุนเรียนมาตลอดจบจนชั้นมัธยมปีที่ ๓ อันเป็นชั้นสูงสุดที่มีในจังหวัดระยอง เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ แล้ว ได้เดินมาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อที่โรงเรียนบ้านสมเด็จ

     พ.ศ. ๒๔๖๕ จบชั้นมัธยมปีที่ ๘ เมื่ออายุเพียง ๑๘ ปี

     พ.ศ. ๒๔๗๒ สมัครเข้าเรียนด้านวิชากฎหมายที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมและจบเนติ บัณฑิต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ขณะอายุได้ ๒๒ ปี

     พ.ศ. ๒๔๘๒ จบปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 
         
 

ผลงาน

  พ.ศ. ๒๔๘๕ - แต่งสุภาษิต หนักก็เอา เบาก็สู้
  พ.ศ. ๒๔๘๖ - แต่งคำฉันท์ เรื่อง วีรชน
    - แต่งบทร้อยกรองเรื่องหัวข้อสิบปีแห่งวัฒนชัย
    - เป็นสมาชิก “ วรรณคดีสมาคมแห่งประเทศไทย ”
  พ.ศ. ๒๕๘๙ - เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยองสมัยแรก
    - ดำรงตำแหน่งเรขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  พ.ศ. ๒๔๙๑ - เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง สมัยที่ ๒
    - ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  พ.ศ. ๒๔๙๕ - เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง สมัยที่ ๓
  พ.ศ. ๒๔๙๘ - แต่งหนังสือพุทธวิปัสสนา
  พ.ศ. ๒๕๐๐ - เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง สมัยที่ ๔
    - ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
    - เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง สมัยที่ ๕
  พ.ศ. ๒๕๐๑ - ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
    - ริเริ่มให้มีการเก็บภาษียาสูบและสุรา
  พ.ศ. ๒๕๐๗ - เป็นผู้จัดหาทุนสร้างวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน
  พ.ศ. ๒๕๑๒ - เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง สมัยที่ ๖
  พ.ศ. ๒๕๑๘ - ตั้งพรรคการเมืองชื่อ “ เกษตรสังคม ”
    - เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง สมัยที่ ๗
    - ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
  พ.ศ. ๒๕๑๙ - เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง สมัยที่ ๘
    - ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง
  พ.ศ. ๒๕๒๙ - ได้รับโล่เกียรติคุณจากคณะกรรมการจัดงานฉลอง ๒๐๐ ปี กวีเอกสุนทรภู่ ในฐานะผู้ส่งเสริมและเผยแพร่เกียรติคุณของท่านสุนทรภู่
  พ.ศ. ๒๕๓๖ - ได้รับโล่เกียรติคุณจากจากสภากวีไทย ในฐานะผู้ส่งเสริมและสร้างสรรค์วรรณคดีไทย
  พ.ศ. ๒๕๓๗ -

ได้รับการประกาศให้เป็นผู้อนุรักษ์มรดกไทยดีเด่นด้านภาษาและวรรณคดี

     

      นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ นับเป็นปูชนียบุคคลที่ควรแก่การยกย่องของชาวระยองอย่างแท้จริง คือ ประสบการณ์และความสามารถในการทำงานของท่านซึ่งผ่านการเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดระยองถึง ๘ สมัยติดต่อกัน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีหลายครั้งหลายหน ได้เคยร่วมงานกับนายกรัฐมนตรีคำสำคัญๆ ของประเทศไทยหลายคน ทั้งทหารและพลเรือน ได้รู้เห็นเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผันแปรหลายยุคหลายสมัน ผ่านการปฏิวัติ รัฐประหาร กบฏ การจราจล ฯลฯ มากมายหลายรู้แบบ โดยไม่มีชื่อเสียงด่างพร้อยแต่อย่างใด สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็น “ นักการเมืองสุภาพบุรุษ ” อย่างแท้จริง

 
 
     
 
     
     
     
 
 

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระยอง   

ศูนย์ราชการจังหวัดระยอง ถนนสุขุมวิท  ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง   จังหวัดระยอง ๒๑๑๕๐

โทร.  ๐๓๘-๖๙๔๑๕๔    โทรสาร .  ๐๓๘-๖๙๔๑๕๔ 

Visitors:281331
Pageviews:302326